ถอดรหัส ‘รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน’ ไทม์ไลน์ 3 ปี ลุยไฟประชามติ 2 คูหา

รัฐธรรมนูญ
คอลัมน์ : Politics policy people forum

“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นำลูกพรรคภูมิใจไทย 134 ชีวิต เข้าชื่อยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) เพื่อนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เป็นการ “พลิกเกม” หลังจากถูกพรรคฝ่ายค้าน – องค์กรภาคประชาชน ตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญ 

ล้างคำครหา ที่พรรคภูมิใจไทยถูกแปะป้าย ล้มกระดาน MOA ที่ทำไว้กับพรรคประชาชน  “อนุทิน” ยืนยันขณะยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อสภาว่า “มาอยู่ตรงนี้ยังไม่จริงอีกหรือ จริงจังแน่นอน ไม่มีจิงโจ้” แม้ยังต้องเบียดกับร่างฉบับพรรคประชาชน-ประชาธิปัตย์

โมเดล ส.ส.ร.รัฐธรรมนูญน้ำเงิน

เมื่อพลิกลงรายละเอียด ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับภูมิใจไทย เป็นฉบับ “ปูทาง” ที่นำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะหากที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก็จะนำไปสู่การทำประชามติครั้งที่ 2 จากนั้นกระบวนการการแก้รัฐธรรมนูญจึงจะคิกออฟ

ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับพรรคภูมิใจไทย สาระสำคัญมีดังนี้  กำหนดให้มีที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จำนวน 100 คน  แบ่งเป็น 77 คน จากตัวแทนจังหวัดละ 1 คน อีก 23 คนมาจากสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายมหาชน 7 คน ด้านรัฐศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน กำหนด 8 คน มาจากการเปิดรับสมัคร โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

Advertisement

จากนั้น กกต.จะรวบรวมรายชื่อส่งให้ประธานรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภา (สส.และ สว.) ประธานรัฐสภาจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อ แยกเป็นจังหวัด และตามกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 100 คน จากนั้นให้ สส.และ สว.เป็นผู้เลือก แต่จะต้องมีการ “แบ่งสัดส่วน” โควตาการเลือก ส.ส.ร.ตามจำนวนเสียงแต่ละพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภา

“นิกร จำนง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคภูมิใจไทย อธิบายเพิ่มเติมว่า หลักการสำคัญคือ ส.ส.ร.จะไม่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพราะอาจขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เลือกแทน ตามสัดส่วนของรัฐสภา 700 คน คือ สส. 500 คน และ สว. 200 คน ส่งผลให้ สส.ได้โควตาประมาณ 71 คน และ สว.ได้ 29 คน

Advertisememt

“การแบ่งสัดส่วนคือ ใช้กลไกของรัฐสภาแบ่งตามจำนวน สส.ของพรรคที่มีอยู่ เป็นลักษณะเสียงข้างมาก พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงข้างมากย่อมได้มากกว่า ไม่งั้นจะมีเสียงข้างมากได้อย่างไร ถือเป็นหลักการระบอบประชาธิปไตย แต่ประกันได้เลยว่าไม่มีสีใดสีหนึ่งโดยเฉพาะ”

ตั้งกรรมาธิการยกร่าง 1 ปี

หลังจากเลือก ส.ส.ร.แล้ว ส.ส.ร.ก็จะตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดยในจำนวนนี้ต้องเป็น ส.ส.ร. 30 คน และอีก 15 คนตั้งจากบุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ร. ดึงจากบัญชีสำรองของคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ร. กำหนดกรอบเวลายกร่างรัฐธรรมนูญ 360 วัน

โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญ 2560 ถ้าสุดท้ายรัฐสภาวินิจฉัยว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญจะตกไปทันที

นอกจากนี้ยังมี “กลไกคู่ขนาน” คือ คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นอีก 45 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร. 15 คน ส.ส.ร.สำรอง 15 คน และประชาชน 15 คน จากนั้นจึงให้ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบ โดยเสียงเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา โดยในจำนวนนี้ต้องมีเสียงฝ่ายค้าน และพรรคการเมืองที่ไม่มี สส.เป็นรัฐมนตรี หรือประธานสภาและรองประธานสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และมีเงื่อนไขสำคัญคือ ในจำนวนนี้จะต้องมีเสียง 1 ใน 4 ของ สว.(50) เสียง เห็นชอบด้วย

หากที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบก็จะนำไปสู่การทำประชามติมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และถ้าประชามติเห็นชอบก็จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21

“นิกร” ตั้งเป้าไว้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมจะเข้าสู่การพิจารณาในเดือนมิถุนายนนี้ โดยใช้เวลาในชั้นกรรมาธิการ 1 เดือน จากนั้นจะเข้าสู่วาระที่ 2 และ 3 ในเดือนสิงหาคม ก่อนจะนำไปสู่การทำประชามติครั้งที่ 2 เพื่อถามความเห็นประชาชนว่า จะเห็นชอบกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่   

ไทม์ไลน์ 3 ปี เขียน รธน.ใหม่

ดังนั้น ไทม์ไลน์การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่พรรคภูมิใจไทยระบุว่าจะทำให้เสร็จภายใน 4 ปีที่พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล สรุประยะเวลาดังนี้

สิงหาคม 2569 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมผ่านวาระ 3 และมีผลบังคับใช้ กันยายน-ธันวาคม 2569 เป็นขั้นตอนการประชามติ ครั้งที่ 2

มกราคม 2570 กกต.รับรองผลประชามติ 30 วัน กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2570 กกต.เปิดรับสมัคร ส.ส.ร.

เมษายน 2570 ที่ประชุมรัฐสภาเลือก ส.ส.ร. 100 คน จากนั้น ส.ส.ร.เลือกประธานและรองประธาน พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 45 คน 

พฤษภาคม 2570 – พฤษภาคม 2571 ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามกำหนด 360 วัน มิถุนายน 2571 รัฐสภารับร่างรัฐธรรมนูญมาพิจารณา สิงหาคม 2571 สภาประชุมเพื่อมีมติเห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ  (กรณีสภาเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ส่งให้ กกต.ไปทำประชามติ ครั้งที่ 3 หากไม่เห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไป ให้ ครม. หรือ สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน สส.ที่มีอยู่ในสภา หรือ สส.และ สว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภามีสิทธิยื่นญัตติต่อรัฐสภาให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่)

ในกรณีเห็นชอบ กันยายน – ธันวาคม 2572 จะเป็นช่วงเวลาการทำประชามติ ครั้งที่ 3 มกราคม 2572 กกต.ประกาศผลการออกเสียงประชามติ ภายใน 15 วัน ประธานรัฐสภานำขึ้นทูลเกล้าฯ กรณีผ่านประชามติ

จากนั้นจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 11 ฉบับ ใช้เวลา 180 วัน “นิกร” ยังย้ำว่า แม้รัฐบาลอาจเกิดอุบัติเหตุ แต่ก็จะไม่กระทบกับการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง