
สิริพงศ์ เผยอนุมัติเงินเยียวยาเหยื่อรถไฟมักกะสันแล้ว 6 ราย รายละ 2.9 ล้านบาท เชื่อใช้เทคโนโลยีมาช่วยทดแทนเจ้าหน้าที่ได้
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายและได้รับความสูญเสียจากเหตุรถไฟชนรถประจำทาง เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ว่า ขณะนี้การเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าวได้มีการอนุมัติเงินเยียวยาแล้ว จำนวน 6 ราย จากทั้งหมด 8 ราย โดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้เยียวยา 2.9 ล้านบาท
และจะมีอีก 3 แสนบาท จากกองทุนคุ้มครองสิทธิ ซึ่ง ขสมก. และ ร.ฟ.ท.จะดำเนินการขอนุมัติต่อไป เช่นเดียวกับผู้บาดเจ็บได้มีการไปเยี่ยมและเยียวยาในเบื้องต้นแล้ว ส่วนผู้เคราะห์ร้านอื่น ๆ จะดำเนินการต่อไป
ส่วนขั้นตอนการดำเนินคดีนั้น นายสิริพงศ์เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางรางจะแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับผู้ขับรถไฟ ฐานประมาท และได้มีการดำเนินคดีกับรถทุกคนที่จอดทับบริเวณรางรถไฟ ฐานฝ่าฝืนกฎจราจร ซึ่งพนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดำเนินการต่อไป
ส่วนกระทรวงคมนาคมจำเป็นจะต้องมีการถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ชี้แจงว่า การถอดบทเรียนนั้น กระทรวงคมนาคมไม่เคยพูดถึง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นควรจะดำเนินกันมานานแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นเหตุที่รอการเกิด และปัญหาเหล่านี้จำเป็นจะต้องมีการจัดการ และหลายจุดที่เป็นทางลักข้ามระหว่างทางรถไฟและชุมชน ซึ่งมีอุปกรณ์ความปลอดภัยไม่ครบถ้วน ก็จะต้องแก้ไขทันที ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้มีการพูดคุยกับสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง หรือ สทร.เรียบร้อยแล้ว
โดยจะนำงบประมาณจากกองทุนเลขทะเบียนสวย ไปจัดการกับปัญหาจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งจะนำร่องในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลก่อน ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศ ให้มีอุปกรณ์ความปลอดภัย และสัญญาณแจ้งเตือน ทั้งไฟเตือน เสียงหวูดแจ้งเตือนให้ครบถ้วน ซึ่งในอนาคตอาจจะมีไม้กั้นอัตโนมัติ มีระบบการตรวจจับ เพื่อลดความผิดพลาดมนุษย์ หรือ Human Error
ส่วนที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย หรือสหภาพการรถไฟ สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะคนบริหารจัดการไม่เพียงพอ จะต้องมีการรับเจ้าหน้าที่เพิ่มนั้น นายสิริพงศ์ระบุว่า ถือเป็นข้อเสนอหนึ่งของสหภาพการรถไฟ แต่เชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถทดแทนได้ ซึ่งที่ผ่านมามีการลดคน แต่ไม่ได้มีการนำเทคโนโลยีมาให้ หรือหากจะต้องเพิ่มบุคลากร ก็อาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการจ้าง เพื่อไม่ให้เป็นภาระผูกพันงบประมาณนาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง





