เกมเปลี่ยน ‘ตลาดพันธบัตร’ เริ่มลงโทษสหรัฐอเมริกา

ตลาดพันธบัตร
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ถึงตอนนี้พาดหัวข่าวทางเศรษฐกิจล้วนแล้วแต่เป็นข่าว “เชิงลบ” ต่อสหรัฐอเมริกาแทบทั้งสิ้น และทั้งหมดล้วนเกี่ยวเนื่องกับภาวะอัตราดอกเบี้ย ที่คาดว่าจะขยับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา ตัวอย่างเช่น เมื่อ 20 พฤษภาคม วอลสตรีต เจอร์นัล พาดหัวชัดเจนว่า “การเทขายพันธบัตรทั่วโลกเริ่มเร่งเร็วขึ้นแล้ว” และนิวยอร์ก ไทมส์ บอกด้วยว่า อัตราตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาขยับสูงขึ้นถึงระดับ “สูงสุด” นับตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2007 เป็นต้นมา “เมื่อความกังวลเรื่องเงินเฟ้อเริ่มครอบงำ”

ข้อเท็จจริงก็คือว่า อัตราดอกเบี้ยที่เป็นผลตอบแทนสำหรับผู้ถือครองพันธบัตรกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกา กำหนดไถ่ถอนภายในระยะ 30 ปี ขยับสูงขึ้นจนเกือบถึงระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี แต่ที่น่าสนใจมากกว่าสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปก็คือ อัตราผลตอบแทนสำหรับพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปี ซึ่งกำลังขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน นับตั้งแต่สงครามสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่านเริ่มต้นขึ้น จนถึงระดับสูงสุดนับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเรื่อยมา แม้จะยังต่ำกว่าจุดที่เคยสูงสุดเมื่อไม่นานมานี้ปี 2023 ก็ตาม

คำถามก็คือ ทำไมอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาถึงได้ปรับตัวสูงขึ้น ทั้ง ๆ ที่เคยอยู่ในสภาวะ “ขาลง” เรื่อยมาจนกระทั่งทรัมป์เข้ารับตำแหน่งผู้นำคนใหม่ ก็เริ่มต้นปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งมาจนถึงขณะนี้ คำตอบก็คือ อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นเพราะเงินเฟ้อมากขึ้น ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ บรรดานักลงทุนพากันมองว่าเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นคราวนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับภาวะเงินเฟ้อในช่วงระหว่างปี 2021-2023 ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะขาดแคลนทางด้านอุปทาน

ตอนนั้นกองทุนสำรองแห่งรัฐ (เฟด) หรือธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ตอบโต้ภาวะเงินเฟ้อด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น เพื่อบีบให้เงินเฟ้อลดลง อัตราดอกเบี้ยระยะยาว ซึ่งโดยรวมแล้วมักสะท้อนภาวะอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ก็ปรับลดลงตามมา

ทุกคนเชื่อว่าตอนนี้ประวัติศาสตร์กำลังวนไปซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง มีข้อแตกต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น นั่นก็คือ เงินเฟ้อในช่วง 2021-2022 ส่วนใหญ่แล้วอยู่นอกเหนือการควบคุมของประธานาธิบดีโจ ไบเดน และเป็นผลพวงของการที่อุปสงค์จู่ ๆ ก็พุ่งพรวดขึ้นหลังสิ้นสุดวิกฤตการณ์โควิด-19 และปัญหารัสเซียกรีธาทัพเข้ายึดครองยูเครน

Advertisement

ส่วนภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบัน เกิดขึ้นในทางตรงกันข้ามทั้งหมดเป็นเพราะทรัมป์พยายามเจริญรอยตาม “วลาดิมีร์ ปูติน” ผู้เป็นไอดอล ทั้งประกาศสงครามภาษีศุลกากรและทำสงครามกับอิหร่านที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวครั้งใหญ่ และภาวะเงินเฟ้อที่ว่านี้ยิ่งย่ำแย่มากขึ้นทุกวัน ตามระยะเวลาที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านของอุปทานน้ำมันราว 20% ของโลกต้องใช้ยังคงปิดตาย

จนกระทั่งถึงขณะนี้ตลาดยังคงย่ามใจ หลงเพลินไปกับคำโป้ปดเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน ยินยอมให้ตัวเองหลงใหลไปกับคำรับประกันซ้ำซากของทรัมป์ ที่ว่าสงครามครั้งนี้จะลงเอยด้วยชัยชนะของสหรัฐอเมริกา หรือไม่ก็ความตกลงจากการเจรจากำลังอยู่เพียงแค่เอื้อม แต่แล้วจู่ ๆ ตลาดก็ดูเหมือนตื่นตัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน กับข้อเท็จจริงซึ่งส่งผลอย่างมากมายต่อนโยบายทางการเงินในอนาคตของประเทศ

Advertisememt

ก่อนหน้าที่จะมีการทิ้งระเบิดใส่อิหร่าน ดูเหมือนตลาดจะเชื่อมั่นว่าเฟดคงตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงภายในเดือนธันวาคมนี้ แต่ถึงตอนนี้ดูเหมือนจะได้ตระหนักในความเป็นจริงแล้วว่า อัตราดอกเบี้ยที่ว่าอย่างดีที่สุดก็คือ คงอยู่ในระดับเดิม หรือไม่ก็ขยับตัวสูงขึ้นอีกเล็กน้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่ที่ทรัมป์เลือกมากับมือจะทำอย่างไรในสถานการณ์ที่เป็นอยู่เช่นในเวลานี้

ในทรรศนะของทรัมป์หน้าที่ของวอร์ชก็คือต้องให้การสนับสนุนนโยบายของประธานาธิบดีในทางการเมืองด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยไม่สนใจว่าสถานการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร แน่นอนสิ่งที่เขาต้องเผชิญก็คือ แรงกดดันมหาศาลจากทรัมป์ ให้จัดการลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อลดทอนความกราดเกรี้ยวที่คนอเมริกันมีต่อการรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดีอย่างทรัมป์ ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและราคาข้าวของในร้านสะดวกซื้อพาเหรดกันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนอัตราส่วนการยอมรับในนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ดิ่งเหวซ้ำแล้วซ้ำอีก

อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายมากยิ่งขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ และอื่น ๆ ที่สำคัญก็คือ อัตราดอกเบี้ยสูง ๆ ผลักเศรษฐกิจทั้งระบบของสหรัฐอเมริกาให้ชะลอตัวลง ประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่พากันคาดหวังว่า คณะกรรมการควบคุมนโยบายทางการเงินของเฟดจะมีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรืออย่างแย่ที่สุดก็ให้คงระดับเดิมเอาไว้

ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่า วอร์ชจะเริ่มต้นการทำหน้าที่ประธานเฟดของตนด้วยการถูกคณะกรรมการมีมติคัดค้านความเห็นของตนเอง สูญเสียความน่าเชื่อถือภายในสถาบันที่ตนเองต้องทำหน้าที่บริหาร หรือจะลงทุนเดิมพันเข้าข้างผู้อุปถัมภ์ของตนอย่างทรัมป์

พอล ครุกแมน อดีตนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ-การเงินชื่อดังชาวอเมริกัน เชื่อว่าผลลงเอยในที่สุดก็คือ เควิน วอร์ช “จะถูกทิ้ง” และโยนบาปให้ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ที่เป็นคนแต่งตั้งเขาเข้ามา

กระนั้นสิ่งที่ต้องสนใจมากกว่าก็คือ ตลาดเริ่มได้ตระหนักในข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้วว่า การตัดสินใจของทรัมป์ส่งผลเสียทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างไร ในการเจริญรอยตาม “ไอดอล” อย่างปูติน ด้วยการเริ่มต้นทำสงครามที่เชื่อว่าจะแล้วเสร็จในระยะสั้น ๆ ได้ชัยชนะโดยง่าย

การลงโทษต่อสหรัฐอเมริกาจากตลาดพันธบัตรได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง