
ชัชชาติ ปราศรัยใหญ่ ประกาศ 251 นโยบาย ภายใต้วิสัยทัศน์ “เมืองที่สร้างโอกาสและความหวัง” เดินหน้า 4 แกนหลัก คนอยู่ดี เมืองน่าอยู่ เศรษฐกิจไปได้ ระบบมีประสิทธิภาพ ย้ำลดทุจริต เพิ่มคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสทำกินให้คนกรุงฯ
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ สเตเดียมวัน ถนนบรรทัดทอง และแถลงนโยบายหลัก ภายใต้วิสัยทัศน์ “เมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน”
ชัชชาติ กล่าวว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นช่วงเวลาที่ได้ทำงานอย่างมีความสุขและสนุก โดยเฉพาะเมื่อเห็นประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น หวังว่า คน กทม. ส่วนใหญ่จะไม่ผิดหวัง และยังให้โอกาสทำงานต่อไป
“การทำงานในอีก 4 ปีข้างหน้าไม่ใช่เพียงการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่เท่านั้น แต่ต้องเป็นเมืองที่สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนทุกกลุ่ม ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
แนวนโยบายหลักที่ชัชชาติประกาศครั้งนี้ประกอบด้วย 4 แกนสำคัญ คือ คนอยู่ดี เมืองน่าอยู่ เศรษฐกิจไปได้ และระบบมีประสิทธิภาพ โดยทั้งหมดจะถูกแปลงเป็นแผนปฏิบัติการ 251 นโยบาย ซึ่งมาจากข้อมูลจริงและประสบการณ์การทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
คนอยู่ดี สุขภาพดี เข้าถึงบริการพื้นฐานง่ายขึ้น
กลุ่มนโยบายด้านสุขภาพเน้นการดูแลประชาชนตั้งแต่ต้นทาง เช่น ตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้า ขยายกิจกรรมสุขภาพจากชุมชนไปถึงคอนโดและหมู่บ้าน คัดกรองยาเสพติดทุกชุมชนสู่ “ชุมชนสีขาว” เพิ่มศักยภาพบัตรทอง กทม. ให้รองรับผู้ป่วย 1.3 ล้านคน เพิ่มเตียงโรงพยาบาลอีก 2,000 เตียง และตั้งเป้าผู้ป่วยที่นัดล่วงหน้ารอคิวไม่เกิน 1 ชั่วโมง
ดูแลใจ คุณภาพชีวิต สุขภาพจิต
กทม. จะเพิ่มเติมคลินิกสุขภาพจิตชุมชนทุกเขต พร้อมกิจกรรมดูแลใจในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงแพลตฟอร์มหาบ้านใกล้งาน โครงการ Food Bank ส่งต่ออาหารให้กลุ่มเปราะบาง ตั้งเป้า 10 ล้านมื้อ เพิ่มการจ้างงานคนพิการเป็น 1,000 อัตรา พัฒนาบ้านอิ่มใจเป็นศูนย์ดูแลคนไร้บ้าน และขยายบริการดูแลเด็กเล็กอายุ 3 เดือนถึง 3 ปี
การศึกษาและการเรียนรู้ ลดเหลื่อมล้ำตั้งแต่โรงเรียน
นโยบายด้านการศึกษามุ่งยกระดับโอกาสของเด็ก กทม. ผ่าน Digital Classroom ตั้งแต่ ป.4-ม.6, Makerspace, ทุนเรียนต่อต่างประเทศ, โรงเรียนอนุบาลต้นแบบทุกเขต, โรงเรียนสองภาษาฟรีครบทุกเขต และห้องเรียนพ่อแม่สำหรับเด็กอนุบาล พร้อมลดภาระเอกสารครู ให้ใช้ผลลัพธ์การพัฒนาของเด็กเป็นผลงานยื่นวิทยฐานะ และอบรมผู้บริหารโรงเรียนให้มีทักษะบริหารจัดการมากขึ้น
เมืองน่าอยู่ เดินทางสะดวก
นโยบายด้านเมืองเน้นแก้ปัญหาการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ 200 แยก เพิ่มสกายวอล์กและทางเดินมีหลังคา แบ่งเมืองเป็นบล็อก 1 ตารางกิโลเมตรเพื่อวิเคราะห์พื้นที่อย่างละเอียด ผลักดันผังเมืองใหม่ และยกเลิกแนวถนนเวนคืน 52 เส้น เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตสะดวกขึ้น
สิ่งแวดล้อมเมือง และพื้นที่สีเขียว
กทม. จะเปลี่ยนพื้นที่ขยะอ่อนนุชเป็น Bangkok Green Eco Park เพิ่มระบบแยกขยะและศูนย์เก็บขยะในชุมชน ใช้ “นักสืบฝุ่น” วิเคราะห์ฝุ่นแบบเรียลไทม์ เพิ่มจุดชาร์จรถไฟฟ้า ทำตลาดคาร์บอนกรุงเทพฯ ปลูกต้นไม้ยืนต้นเพิ่มอีก 1 ล้านต้น ทำสวนป่า 6 แห่งใน 6 โซน และขึ้นทะเบียนต้นไม้มรดกกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันการตัดต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่สาธารณะ
เมืองของคนและสัตว์
กทม. จะผลักดันหนึ่งเขตหนึ่งพื้นที่ศิลปะ เพิ่มหอศิลป์ฝั่งธนฯ เพิ่ม E-book เป็น 10,000 เล่ม ใช้อาคารเก่าเป็นพื้นที่สาธารณะ เพิ่มพิพิธภัณฑ์เด็ก 2 แห่ง ลานกีฬา 500 แห่ง ศูนย์นันทนาการและศูนย์กีฬา 10 แห่ง เปิดโรงเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ให้ประชาชนใช้พื้นที่ และพัฒนา Toy Library ให้เด็กยืมของเล่นกลับบ้าน ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง รวมถึงทำหมัน-ฉีดวัคซีนสุนัขและแมว 250,000 ตัว และพัฒนาคลินิกสัตว์ กทม.
ความปลอดภัยและรับมือภัยพิบัติ
ด้านความปลอดภัย กทม. จะยกระดับมาตรฐานอาคาร เพิ่มเงินเยียวยาผู้ประสบภัย พัฒนาแบบจำลองน้ำท่วม เพิ่มไฟ LED อีก 100,000 ดวง เพิ่ม CCTV เป็น 100,000 ตัว พร้อมเชื่อมกล้องเอกชนอีก 200,000 ตัวเข้าระบบ และปรับบทบาทเทศกิจให้ใช้เทคโนโลยี เช่น กล้อง Body Camera และเครื่องมือใหม่ในการดูแลเมือง
เศรษฐกิจไปได้ เปิดโอกาสทำมาหากิน
กทม. จะเน้น “แจกความรู้และโอกาส” มากกว่าการแจกเงิน ผ่านโครงการ NextTurn อบรมทักษะฟรี 1 ล้านชั่วโมง ทั้ง AI ภาษา และทักษะอาชีพ พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจข้างถนน เพิ่มพื้นที่ค้าขาย และใช้ประวัติหาบเร่ที่จดทะเบียนถูกต้องเป็นเครดิตเข้าถึงแหล่งทุน
ระบบมีประสิทธิภาพ เมืองที่ทำงานเร็ว
แกนสุดท้ายคือการปรับระบบ กทม. ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีและบริการออนไลน์ ลดขั้นตอนราชการ ลดการต้องเดินทางไปสำนักงานเขต ใช้ข้อมูลและ AI ช่วยตรวจสอบความโปร่งใส และเปิดให้ประชาชนติดตามความคืบหน้านโยบายได้จริง เพื่อให้ระบบราชการตอบสนองประชาชนเร็วขึ้นและตรวจสอบได้มากขึ้น
จากนั้น ชัชชาติ กล่าวถึงข้อวิจารณ์ที่ว่า 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ทำแต่ “เส้นเลือดฝอย” ไม่ทำโครงการใหญ่ โดยยืนยันว่า แนวคิดเส้นเลือดฝอยเป็นยุทธศาสตร์ที่เกิดจากการวิเคราะห์ปัญหากรุงเทพฯ ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำงาน เพราะในเวลานั้นเส้นเลือดใหญ่ของเมืองมีความเข้มแข็งระดับหนึ่ง แต่เส้นเลือดฝอยยังอ่อนแอ

“หากเปรียบเมืองเป็นร่างกาย เส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอยต้องทำงานไปด้วยกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้”
ชัชชาติ ยืนยันว่า กทม. ไม่ได้ละเลยเส้นเลือดใหญ่ โดยยกตัวอย่างการชำระหนี้รถไฟฟ้าบีทีเอสกว่า 70,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นภาระขนาดใหญ่ของเมือง และเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ
“เราใช้หนี้บีทีเอสไป 70,000 ล้าน ถ้าอันนี้ไม่ใช่เมกะโปรเจกต์ ก็ไม่รู้จะเป็นอะไร ตอนที่เราเข้ามามีเงินสะสมเหลืออยู่ประมาณ 30,000 กว่าล้าน เพราะฉะนั้น 40,000 คือเราต้องอดออม แล้วเอาเงินเติมเข้าไปเพื่อใช้หนี้”
ชัชชาติยังกล่าวถึงโครงการขนาดใหญ่ด้านสาธารณสุข โดยระบุว่า กทม. มีการเพิ่มโรงพยาบาลอีก 4 แห่ง เพราะเชื่อว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ และการลดความเหลื่อมล้ำต้องให้ความสำคัญกับสาธารณสุขและการศึกษา โดยเฉพาะปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยจากศูนย์บริการสาธารณสุขไปยังโรงพยาบาล ซึ่งที่ผ่านมาเป็นข้อจำกัดสำคัญของระบบบริการสุขภาพ กทม.
นอกจากนี้ ยังมีโครงการอุโมงค์ระบายน้ำที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 4 แห่ง ขณะที่บึงหนองบอนดำเนินการเสร็จแล้ว และยังมีโครงการที่จะทำต่ออีก 2 แห่ง ได้แก่ อุโมงค์บึงหนองบอนส่วนต่อขยาย และอุโมงค์บางซื่อส่วนต่อขยาย ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา
“แม้หลายคนมองว่า Traffy Fondue เป็นงานเส้นเลือดฝอย แต่ในความเป็นจริงถือเป็นการปฏิรูประบบราชการขนาดใหญ่ เพราะเปลี่ยนวิธีทำงานของข้าราชการ กทม. จากเดิมที่รอคำสั่งผู้ว่าฯ ให้หันมารับคำสั่งจากประชาชนโดยตรง” ชัชชาติกล่าว
ชัชชาติ อธิบายต่อว่า Traffy Fondue เป็นแอปพลิเคชันที่ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาเมืองได้ทันที เช่น ไฟดับ ทางเท้าเสีย หรือปัญหาในพื้นที่ โดยเมื่อประชาชนถ่ายรูปและแจ้งเรื่อง ระบบจะส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบทันที
“Traffy Fondue คือแอปที่ไว้ด่า กทม. ถ่ายรูปปุ๊บ ด่ามาหน่อย ไฟดับมาสามปีแล้ว มาซ่อมหน่อย แล้วส่งมาปึ๊บ มันก็จะส่งไปที่เจ้าหน้าที่รับผิดชอบเลย”
ในวันแรกที่นำ Traffy Fondue มาใช้อย่างจริงจัง คือวันที่ 1 มิถุนายน 2565 มีประชาชนแจ้งเรื่องเข้ามาถึง 20,000 เรื่องในวันเดียว ทำให้ทั้งฝ่ายบริหารและข้าราชการตกใจ เพราะสะท้อนว่าประชาชนอัดอั้นกับปัญหาจำนวนมาก ขณะที่เดือนแรกใช้เวลาเฉลี่ยในการแก้ปัญหา 1 เรื่องถึง 2 เดือน
“ล่าสุดที่เราออกจากตำแหน่ง มีประชาชนสั่งมา 1,300,000 เรื่อง เราแก้ปัญหาไปแล้ว 1,060,000 เรื่อง โดยผมไม่ต้องออกคำสั่งเลย ทุกคนแย่งกันให้บริการประชาชน เพราะมีข้อมูลเลยว่าเรื่องค้างอยู่ที่ใคร ประชาชนให้ดาวเหมือนให้ร้านอาหาร พลังอยู่ที่ประชาชน”
สำหรับชัชชาติ สิ่งนี้คือการเปลี่ยนโครงสร้างราชการ โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย ไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเปลี่ยนมายด์เซตของราชการ ให้หันหน้าเข้าหาประชาชน
“เรื่องที่เขาด่ามา 1,300,000 เรื่อง ไม่ใช่จุดอ่อนเราเลย เป็นเพราะประชาชนเขาไว้ใจเรา ถ้าเขาไม่ไว้ใจ เขาไม่ยกโทรศัพท์มา 1,300,000 หนเพื่อด่าเราหรอก เขาเชื่อว่าเราจะแก้ปัญหาให้เขา” ชัชชาติกล่าว

ในประเด็นน้ำท่วม ชัชชาติกล่าวว่า หลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ดีขึ้น เพราะ กทม. เดินหน้าลอกท่อไปแล้ว 12,000 กิโลเมตร ลอกคลอง 1,980 คลอง แก้จุดเสี่ยงน้ำท่วมทั้งหมด 737 จุดไปแล้ว 70% หรือ 563 จุด และแก้จุดฟันหลอริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปแล้ว 76 จุด จากทั้งหมด 120 จุด โดยจุดที่เหลือส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่เอกชนที่ยังไม่อนุญาตให้เข้าไปดำเนินการ
“ถ้าทำแค่คลองสองคลอง อันนี้คือเส้นเลือดฝอย แต่ถ้าทำ 2,000 คลอง มันคือเส้นเลือดฝอยที่เป็นระบบ แล้วมันคือเส้นเลือดใหญ่จริงๆ”
นอกจากนี้ ชัชชาติยังกล่าวถึงการดูแลเด็กจากปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยระบุว่า เด็กเล็กเป็นกลุ่มเปราะบาง เพราะฝุ่นสามารถเข้าไปอยู่ในปอดได้ตลอด กทม. จึงทำห้องปลอดฝุ่นให้เด็ก 115 แห่ง โดยติดตั้งเครื่องปรับอากาศและเครื่องกรองอากาศ ซึ่งถือเป็นโครงการขนาดใหญ่สำหรับเด็กทุกคน เพราะช่วยเปลี่ยนชีวิตและทำให้เด็กปลอดภัยขึ้น
ในด้านพื้นที่สีเขียว ชัชชาติกล่าวว่า กทม. เดินหน้าเพิ่มสวน 15 นาที เพื่อให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลไปสวนลุมพินีหรือสวนเบญจกิติ โดยเพิ่มสวนขนาดเล็กไปแล้ว 471 แห่ง รวมพื้นที่ประมาณ 1,090 ไร่ มากกว่าสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติรวมกัน ซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 760 ไร่
“สวนเล็ก ๆ ที่เราทำ 400 กว่าแห่ง คนในชุมชนเดิน 15 นาที คนแก่คนเฒ่ามีพื้นที่สีเขียวให้เหยียบ ผมว่าอันนี้ยิ่งกว่าเส้นเลือดใหญ่อีก เพราะว่ามันรวมกันแล้วมีพลังมหาศาล”
สำหรับทางเท้า ชัชชาติกล่าวว่า กทม. ปรับปรุงทางเท้าไปแล้ว 1,100 กิโลเมตร โดยเน้นการออกแบบให้เป็น Universal Design เพื่อให้ผู้ใช้รถวีลแชร์สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมระบุว่าแม้ทางเท้าจะถูกมองเป็นเส้นเลือดฝอย แต่เมื่อทำในระดับ 1,100 กิโลเมตร ก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนระบบการเดินทางของกรุงเทพฯ
“ทางเท้าทำไป 1,100 กิโลเมตร ไม่เคยมีประวัติที่ขนาดนี้ ถามว่าอันนี้เส้นเลือดฝอยหรือเปล่า เส้นเลือดฝอย แต่มันคือการเปลี่ยนระบบการเดินทางของกรุงเทพฯ” ชัชชาติกล่าว
ด้านการศึกษา ชัชชาติกล่าวว่า โรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะช่วยเปลี่ยนชีวิตเด็กและลดความเหลื่อมล้ำ โดย กทม. นำคอมพิวเตอร์ลงโรงเรียนไปแล้ว 46,358 เครื่อง ครอบคลุมโรงเรียนสังกัด กทม. 437 แห่ง และห้องคอมพิวเตอร์ 598 ห้อง ทำให้เด็กทุกคนสามารถใช้คอมพิวเตอร์ เข้าถึงดิจิทัล และใช้ AI ฝึกภาษาอังกฤษได้
“นี่คือเมกะโปรเจกต์สำหรับเด็กทุกคนในโรงเรียนเลย มันคือสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขา เขาเข้าถึงคอมพิวเตอร์ เข้าถึงดิจิทัล เข้าถึงองค์ความรู้ทั่วโลกได้” ชัชชาติ กล่าว
เรื่องขยะ ชัชชาติกล่าวว่า โครงการ “ไม่เทรวม” เป็นหนึ่งในโครงการที่ท้าทาย เพราะประเทศไทยไม่เคยแยกขยะอย่างจริงจังมาก่อน กทม. จึงผลักดันการแยกขยะเปียกออกจากขยะทั่วไป และปรับค่าธรรมเนียมเก็บขยะ เพื่อจูงใจให้ประชาชนแยกขยะมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณขยะในกรุงเทพฯ ลดลงจากวันละประมาณ 10,000 ตัน เหลือประมาณ 9,000 ตัน
“การปรับค่าขยะทำให้ประชาชนไม่อยากเสียค่าขยะเพิ่ม จึงนำขยะไปขายหรือรีไซเคิลมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณขยะลดลง และเปลี่ยนวิธีคิดของคนให้ดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” ชัชชาติกล่าว
ด้านพื้นที่สาธารณะ ชัชชาติกล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีกิจกรรมจำนวนมาก ทั้งแอโรบิก ดนตรีในสวน พื้นที่แสดงงานศิลปะ และกิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ ซึ่งหลายกิจกรรมไม่ต้องใช้งบประมาณมาก แต่ใช้พื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและศิล





