ทวี ชำแหละนโยบาย AI รัฐบาล ชี้ควรมุ่งสร้างฐานข้อมูล ให้คนไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ชำแหละนโยบาย AI : รัฐบาลโดยกระทรวง DE “ซื้อสิทธิ์แจก” VS กมธ. ศึกษา AI สภาผู้แทนฯ “มุ่งสร้างฐานข้อมูลและให้คนไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยี” โดยระบุว่า

การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเป็นประเด็นสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทย แต่แนวทางที่รัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ดำเนินโครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท กลับสะท้อนแนวทางการพัฒนา AI ที่แตกต่างจากข้อเสนอในรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

คณะกรรมาธิการดังกล่าวได้ศึกษาข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องรวม 74 หน่วยงาน ก่อนจัดทำรายงานแล้วเสร็จ แต่ยังไม่ทันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีการยุบสภาเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ยังสะท้อนมุมมองเชิงนโยบายที่สำคัญต่อทิศทาง AI ของประเทศไทยในอนาคต เมื่อเปรียบเทียบแนวคิดของโครงการ TH-AI Passport กับข้อเสนอในรายงานของคณะกรรมาธิการ จะเห็นความแตกต่างสำคัญใน 6 มิติ ดังนี้

1. ซื้อสิทธิ์ใช้งาน หรือ สร้างฐานข้อมูลของชาติ
โครงการ TH-AI Passport ใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อจัดหาสิทธิ์การใช้งาน AI จากต่างประเทศและแจกจ่ายให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้มากขึ้นในทางกลับกัน รายงานของคณะกรรมาธิการเสนอว่า สิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการคือการพัฒนาฐานข้อมูลภาครัฐแบบเปิด (Open Government Data) และข้อมูลในรูปแบบที่เครื่องสามารถอ่านและประมวลผลได้ (Machine-readable Data) เพื่อให้นักพัฒนาและผู้ประกอบการไทยสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปสร้างและพัฒนา AI ของตนเอง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าประชาชนจะได้ใช้ AI ฟรีหรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี หรือจะเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีของตนเองในอนาคต

Advertisement

2. ส่งเงินภาษีไปต่างประเทศ หรือ ลงทุนในผู้ประกอบการไทย
ข้อมูลที่คณะกรรมาธิการศึกษาแสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรม AI ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูง แต่ผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปไทยจำนวนมากยังขาดแคลนเงินทุนและโอกาสในการแข่งขัน
เมื่อรัฐใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทในการจัดซื้อสิทธิ์ใช้งานจากต่างประเทศ ย่อมมีคำถามว่าทรัพยากรดังกล่าวควรถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรม AI ภายในประเทศมากกว่าหรือไม่ หากประเทศไทยต้องการสร้างอุตสาหกรรม AI ที่เข้มแข็ง การลงทุนในผู้ประกอบการไทย นักวิจัยไทย และสถาบันการศึกษาไทย ย่อมสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และองค์ความรู้ภายในประเทศได้มากกว่าการเช่าใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงชั่วคราว

3. เพิ่มยอดผู้ใช้ หรือ พัฒนาคนอย่างเป็นระบบ
โครงการ TH-AI Passport มุ่งเน้นการขยายจำนวนผู้เข้าถึงเครื่องมือ AI และกำหนดหลักสูตรการเรียนรู้ประกอบการใช้งานขณะที่คณะกรรมาธิการเสนอแนวทางพัฒนากำลังคนด้าน AI อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน (AI Beginner) ระดับวิศวกรและนักพัฒนา (AI Engineer) ไปจนถึงระดับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญขั้นสูง พร้อมผลักดันระบบสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตระดับชาติ (National Credit Bank) เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับคุณวุฒิวิชาชีพและตลาดแรงงาน ความสำเร็จของการพัฒนาคนจึงไม่ควรวัดจากจำนวนผู้ลงทะเบียนหรือผู้ผ่านหลักสูตรเท่านั้น แต่ต้องวัดจากศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของประเทศ

4. รวมศูนย์อำนาจ หรือ สร้างธรรมาภิบาล
รายงานของคณะกรรมาธิการตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดนโยบาย การส่งเสริม และการกำกับดูแลเทคโนโลยี หากอยู่ภายใต้กลไกเดียวกัน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเสนอให้แยกบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ออกจากหน่วยงานส่งเสริมและพัฒนา รวมถึงผลักดันระบบข้อมูลเปิดและการจัดซื้อจัดจ้างที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบการใช้งบประมาณได้อย่างโปร่งใสสาระสำคัญของประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของ AI แต่เป็นเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของสังคมต่อการบริหารงบประมาณภาครัฐ

5. พึ่งพาต่างประเทศ หรือ สร้างอธิปไตยทางดิจิทัล
แม้ข้อมูลผู้ใช้งานจะถูกจัดเก็บภายในประเทศ แต่การประมวลผล AI จำนวนมากยังต้องอาศัยโมเดลที่พัฒนาโดยบริษัทต่างชาติ คณะกรรมาธิการจึงเสนอแนวคิด Digital Autonomy หรือการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติได้ด้วยตนเอง ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้ วิธีคิด และข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศในอนาคต

6. โครงการระยะสั้น หรือ ยุทธศาสตร์ระยะยาว
หัวใจสำคัญของความแตกต่างระหว่างสองแนวทางอยู่ที่มุมมองต่ออนาคต แนวทางหนึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มการเข้าถึง AI ในระยะสั้นผ่านการจัดซื้อสิทธิ์ใช้งาน ขณะที่อีกแนวทางหนึ่งมุ่งสร้างระบบนิเวศ AI ของประเทศผ่านการลงทุนในข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และนวัตกรรม คณะกรรมาธิการเตือนว่า หากประเทศไทยไม่เร่งสร้างระบบนิเวศ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง ประเทศอาจสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงทางเทคโนโลยีในระยะยาว

สรุป วิสัยทัศน์ตามรายงานของคณะกรรมาธิการเสนอ “การพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ผลิตโดยคนไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว”