มนพร เผย รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ลงชื่อร่างแก้ไข รธน. พท. 180 คน จ่อยื่นประธานสภาสัปดาห์นี้

มนพร เผย รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ลงชื่อร่างแก้ไข รธน. พท. 180 คน จ่อยื่นประธานสภาสัปดาห์นี้

“มนพร” เผยฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านร่วมลงชื่อร่างแก้ไข รธน.พท. 180 กว่าคน ด้าน “ชูศักดิ์” ระบุ ส่งประธานสภาฯ สัปดาห์นี้ (4 มิ.ย.นี้)

นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมในการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว เพราะมี สส.จากพรรคการเมืองต่างๆทั้งจากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ รวมถึงพรรคการเมืองต่าง ๆ แทบทุกพรรค ร่วมลงชื่อในการเสนอร่างของพรรคเพื่อไทยกว่า 180 รายชื่อ

จากนี้จะนัดหมายกับพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาภายในสัปดาห์นี้ ขั้นตอนจากนั้นจะเป็นการตรวจสอบรายชื่อของประธานสภาฯ แล้วบรรจุเป็นระเบียบวาระต่อไป

เมื่อถามว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย และเพื่อไทยจะรวมกันได้หรือไม่ นางมนพร กล่าวว่า ต้องดูแต่ละมาตราว่าไปด้วยกันได้หรือไม่ ที่สุดแล้วต้องขึ้นกับที่ประชุมรัฐสภาว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยคือตั้งใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากที่สุดโดยไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สำเร็จไปให้ได้

ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฐานะผู้นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ต่อรัฐสภาเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะยื่นร่างรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ สาระร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมีผู้ร่วมลงชื่อญัตติจำนวน 189 คน ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 72 คน พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านที่ได้ร่วมลงชื่อด้วย

โดยมีรายละเอียดว่าพรรคภูมิใจไทยร่วมลงชื่อจำนวน 30 คน พรรคประชาชนจำนวน 36 คน พรรคกล้าธรรมจำนวน 26 คน พรรคประชาธิปัตย์ 18 คน พรรคประชาชาติ 5 คน และพรรคไทยรวมพลัง 2 คน ทั้งหมดเกินจำนวนขั้นต่ำที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวน สส.ที่มีอยู่ในสภา ญัตติดังกล่าวจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม คือการกำหนดให้มี สสร. 100 คนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เบื้องต้นในจังหวัดจำนวน 300 คนและรัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน อีกส่วนหนึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นตัวแทนขององค์กรต่างๆ เช่น องค์กรสภา องค์กรรัฐบาล องค์กรศาล องค์กรและสภาท้องถิ่น องค์กรมหาวิทยาลัย ภาคประชาชนและภาคธุรกิจ สภาวิชาชีพ องค์กรด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน และอื่นๆ จำนวน 52 คน นอกจากนั้นยังเสนอให้มีกรรมาธิการสองคณะ คือคณะกรรมาธิการการยกร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ส.ส.ร.และผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความเห็นจากประชาชนซึ่งจะประกอบด้วยตัวแทนจากส.ส.ร.และองค์กรด้านสื่อสารมวลชนและสื่อมวลชนทั้งหลาย

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับร่างของพรรคเพื่อไทยนั้นเมื่อ ส.ส.ร.ยกร่างเสร็จจะนำเสนอรัฐสภา รัฐสภาสามารถเสนอแก้ไขเพิ่มเติมได้ ถ้า ส.ส.ร.ไม่แก้ไขเพิ่มเติมต้องใช้เสียงสองในสาม ในที่สุดรัฐสภาจะต้องอนุมัติร่างแก้ไขเพิ่มเติมโดยใช้เสียงข้างมากของสมาชิกรัฐสภา

นอกจากนั้นสาระสำคัญตามร่างของพรรคเพื่อไทย คือการกำหนดกรอบสาระสำคัญบางประการให้ ส.ส.ร.จะต้องพิจารณา เช่น จะต้องยังคงรูปแบบประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว จะแบ่งแยกมิได้ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะต้องมีสาระสำคัญเรื่องหลักนิติรัฐหลักนิติธรรม ความเสมอภาค การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การถ่วงดุลอำนาจขององค์กรทั้งหลายตามรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เชื่อว่าร่างของพรรคเพื่อไทยคงได้รับการพิจารณาเพื่อได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภาเช่นเดียวกันกับร่างอื่นๆเพื่อนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการ

“สำหรับรายละเอียดที่ยังเห็นแตกต่างกันบ้างในการเสนอร่างในครั้งก่อน เข้าใจว่ายังสามารถพูดคุยทำความเข้าใจกันได้ เราอยากจะเห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงในการลงประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา” นายชูศักดิ์ กล่าว