ถ้าพูดถึง Netflix หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์เดียวกัน คือเปิดแอปขึ้นมาแล้วไม่รู้จะดูอะไรดี เพราะมีคอนเทนต์ให้เลือกมากจนตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเริ่มจากเรื่องไหนก่อน

ปัญหานี้เอง Netflix มองเห็น และกำลังใช้เป็นโจทย์สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครั้งใหม่ โดยไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงแพลตฟอร์มสตรีมมิงอีกต่อไป แต่กำลังพยายามสร้างประสบการณ์ความบันเทิงที่ตอบโจทย์ผู้ใช้แต่ละคนมากขึ้น ตั้งแต่การค้นหาคอนเทนต์ การรับชม ไปจนถึงการเล่นเกม
‘เอลิซาเบธ สโตน’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี มองว่า ความท้าทายของแพลตฟอร์มในปัจจุบันไม่ใช่แค่การมีคอนเทนต์ที่ดี แต่คือการทำให้ผู้ใช้งานค้นพบสิ่งที่ตัวเองอยากดูได้ง่ายที่สุด
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ การเปิดตัวประสบการณ์ใช้งานบนมือถือรูปแบบใหม่ ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการใน ‘เกาหลีใต้’ และ ‘ญี่ปุ่น’ ช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ หลังจากทดลองใช้งานมาแล้วในหลายประเทศ รวมถึงอินเดีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
หนึ่งในฟีเจอร์คือ ‘Clips’ ฟีดวิดีโอแนวตั้งที่ให้ผู้ใช้เลื่อนดูคลิปสั้นจากภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือรายการต่างๆ ได้เหมือนกับพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน หากสนใจก็สามารถกดเข้าไปดูเนื้อหาเต็ม บันทึกลง My List หรือแชร์ต่อให้เพื่อนได้ทันที
เบื้องหลังของฟีดเหล่านี้คือระบบ AI และ Machine Learning ที่ Netflix พัฒนามาอย่างต่อเนื่องหลายปี โดยบริษัทระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาได้เริ่มนำ Generative AI เข้ามาช่วยทำความเข้าใจคลังคอนเทนต์ขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้สมาชิกค้นหาสิ่งที่อยากดู หรืออยากเล่นได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ AI ยังถูกนำมาใช้กับฝั่งครีเอเตอร์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำเอฟเฟกต์ การสร้างซับไตเติล หรือการปรับปรุงกระบวนการผลิตคอนเทนต์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปรับคอนเทนต์ให้เฉพาะผู้ใช้มากขึ้น
อีกหนึ่งสิ่งที่ Netflix ให้ความสำคัญมากขึ้นคือ การคัดสรรคอนเทนต์เฉพาะบุคคล
‘ยูจีนี เยโอ’ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย Product Merchandising ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อธิบายว่า เมื่อผู้ใช้ Netflix เปิดแอปพลิเคชันขึ้นมา หน้าแรกของแต่ละคนแทบไม่เหมือนกัน แม้จะอยู่บ้านเดียวกันก็ตาม เพราะระบบจะเลือกทั้งภาพปก ตัวอย่าง และรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างกันตามความสนใจของผู้ใช้งานแต่ละคน
แนวคิดนี้ถูกต่อยอดไปสู่การสร้างคอลเลกชันคอนเทนต์ตามความสนใจ และบริบทของแต่ละประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลสงกรานต์ในไทย ดิวาลีในอินเดีย หรือ Golden Week ในญี่ปุ่น รวมถึงคอลเลกชันพิเศษสำหรับกลุ่มคนรักหนังสือที่รวบรวมผลงานดัดแปลงจากนิยายชื่อดังจากทั่วโลก
ลงทุนธุรกิจเกมเพิ่ม
แต่สำหรับ Netflix ความบันเทิงในอนาคตอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรับชมซีรีส์หรือภาพยนตร์เท่านั้น บริษัทยังเดินหน้าลงทุนในธุรกิจเกมต่อเนื่อง หลังเข้าสู่ตลาดเกมอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2564 และเปิดตัวเกมบนแพลตฟอร์มไปแล้วมากกว่าหนึ่งร้อยเกม
‘ลิซา เบอร์เกส’ ผู้จัดการทั่วไปของ Games Studio ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้เล่นเกมมากกว่า 3 พันล้านคนทั่วโลก ทำให้เกมกลายเป็นส่วนสำคัญของโลกความบันเทิง และเป็นพื้นที่ที่ Netflix ต้องการเข้าไปมีบทบาทมากขึ้น
ล่าสุดบริษัทเตรียมขยาย ‘Netflix Playground’ พื้นที่สำหรับเกมและประสบการณ์อินเทอร์แอคทีฟสำหรับเด็กและครอบครัว พร้อมเปิดตัวมินิเกมจาก ‘KPop Demon Hunters’ ในวันที่ 20 มิถุนายนนี้ โดยผู้เล่นสามารถเข้าไปสำรวจโลกของตัวละครและเรื่องราวที่ชื่นชอบได้ผ่านกิจกรรมและเกมรูปแบบต่างๆ
อีกหนึ่งทิศทางที่บริษัทกำลังทดลองคือ การนำเกมขึ้นสู่หน้าจอโทรทัศน์ โดยใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ควบคุมแทนการซื้อเครื่องเล่นเกมหรืออุปกรณ์เพิ่มเติม เป้าหมายคือทำให้การเล่นเกมกลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สมาชิกสามารถทำร่วมกันในห้องนั่งเล่นได้เหมือนกับการดูซีรีส์หรือภาพยนตร์
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนทิศทางของ Netflix ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าอนาคตของบริษัทอาจไม่ได้วัดกันแค่การมีคอนเทนต์จำนวนมากบนแพลตฟอร์มอีกต่อไป แต่คือความสามารถในการทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่า Netflix เข้าใจพวกเขามากพอที่จะพาไปเจอความบันเทิงที่ใช่ได้ในทุกช่วงเวลาของวัน ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ดูซีรีส์ หรือแม้แต่การเล่นเกม
ที่มา: Netflix APAC Product Innovation Showcase
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




