ชัชชาติ เล็งปี 72 จุดเปลี่ยนกทม. จ้องดีลรัฐบาลดัน ‘ตั๋วเดือน-ตั๋วร่วม’ หมดปัญหาต่อรถเข้าบ้าน

ชัชชาติ ลั่น ปี 72 จุดเปลี่ยนกทม. จ้องดีลรัฐบาลดัน ‘ตั๋วเดือน’ ชูตั๋วร่วมใบเดียวจบ ปลดล็อกเดินทาง – พร้อมเพิ่ม Feeder จุดที่ไม่มีรถ

ชัชชาติ – เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 พร้อมด้วยทีม ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ หรืออดีตผู้บริหาร กทม.ชุดเดิม อาทิ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล, น.ส.ทวิดา กมลเวชช, นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ รวมถึง นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ, พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี, นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้บริหารด้านความยั่งยืน และ นายเอกวรัญญู อัมระปาล อดีตโฆษกของกทม. ร่วมลงพื้นที่หาเสียง 3 เขตฝั่งธนบุรีในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

โดยเริ่มจากตลาดน้ำสองคลองวัดตลิ่งชัน เดินแจกเอกสารแผ่นพับ 250+ นโยบาย ฝากให้ประชาชนพิจารณาเบอร์ 9 ด้วยตนเอง พร้อมเน้นย้ำให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ท่ามกลางประชาชาที่เข้ามาขอถ่ายภาพเซลฟี่ ชนหมัดกันอย่างเนืองแน่น

จากนั้น เวลาประมาณ 11.30 นายชัชชาติ นำทีมขึ้นเรือโดยสาร เพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดต่อไปได้แก่ ‘ตลาดน้ำคลองลัดมะยม’ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงใกล้เคียงกับที่นายชัชชาติจะเดินทางมาถึง ตลาดน้ำคลองลัดมะยม นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 14 ในนามอิสระ พร้อมทีมงาน เข้ามาหาเสียงในพื้นที่ตลาด โดยเปิดเพลงแนะนำโปรไฟล์ผู้สมัคร ตั้งแต่ระดับการศึกษา และเชื้อชวนให้กาเบอร์ 14 อย่างไรก็ดี ผู้สมัครทั้งสองหมายเลข ไม่ได้พบกันกลางตลาด

นายชัชชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการลงพื้นที่หาเสียงในว่า วันนี้ลงพื้นที่เขตตลิ่งชัน ภาษีเจริญ และธนบุรี เป็นตลาดชุมชนซึ่งมี 4 แห่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน ซึ่งปัญหาที่สำคัญคือ ‘การคมนาคมขนส่ง’

Advertisement

การเดินทางเข้ามาถึงพื้นที่นี้ไม่สะดวกมากนัก ถึงแม้จะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีแดงเข้าถึง ซึ่งปัญหาหลักที่เราเจอคือ รถติด การจราจรไม่สะดวก

ถามว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ต้องแก้ 3 ด้านด้วยกัน อย่างแรกคือเรื่องขนส่งสาธารณะ อันนี้คือหัวใจเลย ถามว่าทำไมรถยังติดอยู่ เพราะขนส่งสาธารณะไม่ดี ถึงแม้จะมีรถไฟฟ้าหลายร้อยกิโลเมตร แต่ปลายทางจะขนไฟฟ้าเข้าถึงจุดหมาย

“อย่างรถไฟฟ้าสถานีบางขุนนนท์ มาถึงตลาดน้ำ เราต้องพัฒนาและขนส่งสาธารณะให้ดี เรื่องแรกคือรถไฟฟ้าก่อนเลย ปัญหาคือราคาแพง ซึ่ง กทม.เองดูแค่ 2 สายคือ สายสีเขียว และสีทอง ในอนาคตจะต้องมีความร่วมมือกับรัฐบาล ในการทำเรื่อง ‘ตั๋วร่วม’ ตั๋วใบเดียว และทำโครงสร้างราคาให้ถูกที่สุด นายชัชชาติเผย

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ในแง่รถไฟฟ้าที่ กรุงเทพมหานคร กำกับดูแล อย่าง ‘สายสีเขียว’ นั้น ตอนนี้สัญญาสัมปทาน จุดไข่แดง จะหมดในปี 2572 ซึ่งทั้งหมดจะกลับคืนมาเป็นของ กทม. แต่ยังมีพันธะสัญญาที่ผูกพันอยู่ คือ สัญญาจ้างเดินรถ ซึ่งผู้บริหารชุดเก่าไปทำสัญญา ยาวไปถึงปี 2585 แต่ปี 2572 จะเป็นชุดเปลี่ยนสำคัญที่เราจะต่อรองสัมปทานได้

ในปี 2572 เราจะต้องมีค่าจ้างเดินรถ ที่เข้าไปเซ็นสัญญาล่วงหน้า ประมาณปีละ 18,000 ล้านบาท ทำอย่างไรจะให้ค่าสัญญาเดินรถถูกลง

“แนวคิดเราคือ ปี 2572 ปุ๊บ เราจะทำ ‘ตั๋วเดือน’ ให้คนทำงาน นักศึกษา ผู้สูงอายุ นักเรียน เพื่อให้ตรวจเดือนราคาถูกลงไปเยอะเลย ส่วนคนที่ซื้อ ‘ตั๋วรายวัน’ อาจจะเป็นนักท่องเที่ยว ที่ไม่ได้ใช้ตลอด ก็อาจจะเป็นราคาปกติ หรือแพงกว่าบ้าง ก็จะทำตั๋วเดือนให้มีราคาถูกลง ต้องรอ ต้องรอปี 72 ก่อน เพราะว่าจะเป็นช่วงที่ได้สัมปทานคืนมา อยู่ในกระบวนการจราจรต่อรอง”

อีกเรื่องที่สำคัญคือ รถเมล์รถไฟฟ้า ไม่สามารถทดแทนได้ จากเมื่อก่อนมีผู้โดยสาร จาก 3 ล้านเหลือแค่ 1 ล้านเที่ยวต่อวัน

“แนวคิดในอนาคต ถ้าเราจะเอา ขสมก.มา ต้องไม่เอานหนี้มา เราคงเป็นผู้กำกับดูแล แต่ในเบื้องต้นคงต้องหารือกับ กรมขนส่งทางบก และ ขสมก. เรื่องการดูเส้นทาง

ปัจจุบันมีการ รีบิวท์ (Rebuilt) เส้นทางใหม่ เมื่อ 9 ปีที่แล้วปี 2560 ถนนหลายเส้นไม่อัพเดต ไม่มีรถวิ่ง หรือไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ก็พร้อมจะเป็นตัวแทนเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ขสมก. กรมการขนส่งทางบก เพื่อจัดการรถเมล์ ให้สอดคล้องกับความต้องการ เพิ่มเที่ยว มีการเดินรถเพิ่มในบางเส้น เช่น เส้น สายไหม ที่วิ่งเข้าไปสู่ คูคต ลำลูกกา เคหะร่มเกล้าต่างๆ ทาง กทม.ก็อาจจะเสริม แต่ไม่แข่งกับเอกชน

“ให้เอกชนเป็นผู้เดินรถ และเราทำเสริม แต่เราไม่แข่งกับเอกชน ถ้าหากเสริมรถไป แล้วเกิดมีความต้องการเพิ่มขึ้น ก็จะปล่อยให้เอกชนเป็นผู้เดินรถ แล้วเราไปทดลองเส้นอื่นต่อ” นายชัชชาติเผย

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน กทม.มีป้ายรถเมล์ 5,000 แห่งทั่วกทม. ซึ่งมี 2,500 แห่งที่มีศาลากันแดดกันฝน ก็มีนโบบายที่จะทำป้ายรถเมล์ให้มีคุณภาพดีขึ้น โดยช่วงผ่านมามีการทำศาลารอรถเมล์เพิ่มเติม รวมถึงทำจอดิจิทัล ที่บอกระยะเวลาเดินรถให้เพิ่มเติม ทำให้คนใช้รถเมล์สะดวก ไม่ต้องนั่งรอที่ป้ายโดยที่ไม่รู้ชะตากรรม ว่าต้องรออีกนานเท่าไหร่

รวมถึงปรับปรุงคุณภาพพวก ป้ายบอกทาง จุดจอดรถเมล์ให้ดีขึ้น เพื่อดึงให้คนมาใช้รถเมล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“สุดท้ายในเรื่องของขนส่งสาธารณะ คือ Feeder เป็นตัวที่สองคนเข้าสู่ระบบใหญ่ หรือส่งคนกลับบ้าน ลงจากสถานีบางขุนนนท์ จะมาสู่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมได้อย่างไร เราจะพัฒนาระบบฟีดเดอร์

และพื้นฐานสุดคือ ‘ทางเดิน’ เพราถต้องเดินจากสถานีรถไฟฟ้าไปยังจุดหมาย เราทำฟุตปาธไป 1,100 กม. จะทำต่ออีกอย่างน้อย 1,000 กม.”

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ส่วนรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งมีประมาณ 70,000 คันทั่วกรุงเทพฯ ปัจจุบันเรานำ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ขึ้นเว็บไซต์ทั้งหมดแล้ว ทำให้ทราบประวัติพนักงานขับรถทุกคน จะปรับปรุงคุณภาพจักรยานยนต์รับจ้างให้ดีขึ้น

“สุดท้ายรถ Feeder จะเลือกเป็นหมวด 4 ถ้าเราเห็นรถกระป้อ สองแถวแดง ที่วิ่งอยู่ตามซอยเส้นสุขุมวิท เขาเองก็ลำบาก เราก็ต้องช่วยเขา ช่วยผู้ประกอบการฟีดเดอร์เหล่านี้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปรับปรุงคุณภาพรถโดยสาร ถ้ามีมาตรฐานดีขึ้น แล้วอาจจะช่วยซับซิไดซ์ (อุดหนุน) ค่าโดยสาร ในบางเส้น

เส้นไหนที่ไม่มีรถวิ่งเลย เราจะจัดให้ ปัจจุบันเรามีฟีดเดอร์อยู่ 7 เส้นทาง เช่น จากดินแดง ไปสถานีรถไฟฟ้าแถวอนุสาวรีย์ หรือแม้แต่ร่มเกล้า ไปที่สถานีรถไฟฟ้า รวมถึงตลาดน้ำคลองลัดมะยม ก็มี

“โดยจะขยาย ระบบฟีเดอร์ ให้สอดคล้องกับจุด ที่ไม่มีคนให้บริการเพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น เชื่อว่าการขนส่งสาธารณะจะดีมากยิ่งขึ้น และการคุยกันในภาพรวมก็จะช่วยทำให้ราคาถูกลงได้”

ในตอนหนึ่ง นายชัชชาติยังกล่าวด้วยว่า ในเรื่องรถไฟฟ้าทำตั๋วร่วมนั้น ต้องมีการเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุน ตัวหลักที่สุดที่เป็นปัญหาอย่างมาก คือเรื่องรายได้ กับค่าใช้จ่าย ที่มีคนไปเซ็นสัญญาล่วงหน้าเอาไว้แล้ว

“คือการที่เราไปฉันสัญญาจ้างเขาเดินรถล่วงหน้าเอาไว้แล้วนั้น มีไข่แดงระยะ 1 ระยะ 2 รวมกัน แล้วประมาณ 18,000 ล้านบาท ถ้าเก็บค่าโดยสารในราคาปัจจุบันก็ยังขาดทุนเล็กน้อย ดังนั้นต้องไปดูให้ดี เพราะเป็นสัญญาที่ผูกพันไปก่อนล่วงหน้า

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า แต่เราก็อาจจะมีวิธีการบริหาร เช่นในปัจจุบันมีแนวคิดที่จะขยายการเดินรถออกไป แล้วทำให้ราคาถูกลง เพื่อที่ให้มีกำไรส่วนต่าง ซึ่งสามารถลดราคาได้ หรือเปลี่ยนรูปแบบเช่นตั๋วรายเดือน ถูกลง สำหรับคนใช้งานประจำ แต่คนที่ใช้บางครั้งก็อาจจะราคาสูงกว่าได้

“ก็ทำให้เฉลี่ย ทำให้คนกรุงเทพฯ ที่ใช้งานจริงๆ จ่ายภาษีจริงๆ จะได้ค่าโดยสารที่ถูกลง แต่ตัวเลขเท่าไหร่ คงต้องดูผลการต่อรองอีกที ยังคงรับปากไม่ได้

“ปัญหาที่เป็นภาระคือสัญญาที่ดันไปเซ็นล่วงหน้าถึงปี 85 ก็ไม่แน่ใจว่าไปเซ็นทำไมล่วงหน้านานขนาดนั้น” นายชัชชาติเผย

เมื่อถามต่อว่า รัฐบาลเองก็มีความพยายามที่จะควบคุมราคา จะมีการคุยกับรัฐบาลหรือไม่?

นายชัชชาติ กล่าวแสดงความเห็นด้วย โดยระบุว่า ใช่ จะดีมาก เพราะของกทม.จะถูกควบคุมโดยสัญญาสัมปทานอยู่ อย่างสัมปทานบีทีเอส ส่วนไข่แดง กำหนดไว้ถึงปี 2572 แล้วว่าเท่าไหร่ ถ้าจะลดราคาให้ ต้องควักเงินจากกระเป๋าเราไปโปะ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลซึ่งมีรถไฟฟ้าอีกหลายสาย ทั้งนำเงิน เหลือง ชมพู ม่วง ทำให้มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น

การทำตัวร่วม ให้เป็นตั๋วใบเดียวกัน หรือการกำหนดราคา ค่าแรกเข้า เชื่อว่ารัฐบาลเป็นตัวต้นเราก็พร้อม ที่จะนำสายสีเขียวเข้าไปร่วม เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด