
อนุทิน ชาญวีรกูล
นายกฯ ชี้เงินกู้ พ.ร.ก. 4 แสนล้าน รัฐบาลกู้ในประเทศในสกุลเงินบาททั้งหมด อัตราดอกเบี้ย 1.2% ต่อปี ต่ำกว่าข้อเสนอเดิมไม่เกิน 3% ยันรัฐบาลรับผิดชอบชำระคืนทั้งหมด ไม่ใช่ภาระประชาชน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform)
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การกู้เงินตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ ในการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการ แม้จะเป็นการกู้เงิน แต่เป็นจะการกู้เงินในรูปแบบเงินบาททั้งหมด จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนั้นประเด็นสำคัญคือความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน จากเดิมก่อนที่จะมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ กระทรวงการคลังได้รายงานว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ไม่เกิน 3% ต่อปี แต่ด้วยสภาพคล่องและเงินฝากจำนวนมากในระบบ รัฐบาลสามารถบริหารจนได้เงินกู้ที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 1.2% ต่อปีเท่านั้น และรัฐบาลมีหน้าที่ในการชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยส่วนนี้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการออกมาตรการเพิ่มเติมที่จะเป็นภาระของประชาชน
“ยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยและเงินต้นที่กู้มานี้ ไม่ใช่ภาระของพี่น้องประชาชน รัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระคืนทั้งหมด พวกผมรัฐบาลมีหน้าที่ต้องไปชำระดอกเบี้ยและผ่อนจ่ายเงินกู้ด้วยตัวรัฐบาลเอง ไม่มีการออกมาตรการใด ๆ ที่จะเพิ่มต้นทุนการดำรงชีวิตของประชาชน” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินกล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและยกระดับเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการไทย โดยรัฐบาลได้ร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดและผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายดีลิเวอรี่ ได้แก่ Line Man, Grab Food, Robinhood และ Shopee เพื่ออำนวยความสะดวกในการจับจ่ายและกระจายสินค้าสู่ประชาชน
โครงการนี้ใช้โมเดลการร่วมจ่ายแบบวิน-วิน โดยรัฐบาลสนับสนุน 60% และประชาชนจ่ายเพียง 40% ซึ่งช่วยให้ประชาชนซื้อสินค้าได้ถูกลงและผู้ขายขายได้มากขึ้น
โดยผลจากการดำเนินโครงการพบว่าผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 เท่า และในกลุ่มสินค้าที่มีมาตรฐานโดดเด่นสามารถทำยอดขายพุ่งสูงถึง 9-10 เท่า รัฐบาลคาดการณ์ว่าเมื่อจบโครงการ ผู้ประกอบการจะมีการปรับฐานรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า อย่างยั่งยืน จากการเข้าถึงช่องทางขายใหม่ ๆ และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการเพิ่มขนาดกิจการ





