‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ตกลงยุติสงคราม ลงนาม 19 มิ.ย.นี้ เปิด ‘ฮอร์มุซ’ ทันที

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในกรอบเพื่อยุติสงครามระหว่างกัน โดยสหรัฐยุติการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน และอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นในกรุงวอชิงตัน สหรัฐ ซึ่งตรงกับเช้าวันนี้ตามเวลาประเทศไทยว่า ข้อตกลงกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเสร็จสมบูรณ์แล้ว

นายทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และถูกอิหร่านปิดกั้นมานานหลายเดือน จะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ และเขาได้สั่งกองทัพสหรัฐยุติการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านแล้ว

โพสต์ดังกล่าวมีขึ้นไม่นานหลังจากที่นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศคนกลางเจรจากับทั้งสองฝ่ายประกาศว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในช่วงเช้าของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น บันทึกความเข้าใจ (MOU) ดังกล่าว มีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่รายละเอียดที่ชัดเจนของข้อตกลงยังไม่ได้รับการเปิดเผยในทันที
นายชารีฟระบุผ่าน X ว่า ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้มีการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย

สำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านออกแถลงการณ์ว่า สงครามและปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน จะยุติลงอย่างถาวรตั้งแต่คืนวันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไป

Advertisement

ขณะที่อิสราเอลยังไม่มีปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการต่อการประกาศดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้อิสราเอลยืนยันว่า ไม่ได้เป็นคู่เจรจาในการหารือระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน

นายแมทธิว มิลเลอร์ อดีตโฆษกกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐ ในรัฐบาลของนายโจ ไบเดน ให้ความเห็นว่า นายทรัมป์ได้ยอมอ่อนข้อให้อิหร่านในประเด็นสำคัญหลายเรื่อง เพื่อแลกกับการกลับไปสู่สถานการณ์เดิมก่อนที่เขาจะเริ่มต้นสงคราม โดยระบุว่า ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะได้รับการแก้ไขในท้ายที่สุด แต่ตอนนี้อิหร่านได้แสดงให้โลกเห็นแล้วว่า สามารถใช้เศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน และทำให้ได้รับบางอย่างจากสหรัฐเป็นสิ่งตอบแทน

ด้าน นายคาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า จะมีการเจรจาข้อตกลงฉบับที่ครอบคลุมมากขึ้นภายในช่วงหยุดยิง 60 วัน ซึ่งจะรวมถึงประเด็นการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านด้วย

ขณะที่แหล่งข่าวสหรัฐระบุว่า เรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นอ่อนไหว จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการเจรจาครั้งต่อๆ ไป

ข้อตกลงฉบับนี้ เกิดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน ซึ่งอิสราเอลยังมีการโจมตีเลบานอน และถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งอิหร่านและนายทรัมป์ โดยก่อนหน้านี้ นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล มีความเห็นไม่ตรงกับนายทรัมป์ในเรื่องที่สหรัฐต้องการให้อิสราเอลลดปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน เพื่อเปิดทางให้สหรัฐสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ โดยอิสราเอลยืนกรานว่าจะยังคงมีเสรีภาพในการดำเนินปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน ขณะที่อิหร่านถือว่าการหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ในเลบานอนเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเจรจา
สำนักข่าว N12 ของอิสราเอลรายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งว่า นายทรัมป์ได้โทรศัพท์แจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพให้นายเนทันยาฮูรับทราบเมื่อวันอาทิตย์ ขณะเดียวกัน นายทรัมป์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส โดยเรียกนายเนทันยาฮูว่าเป็น “คนเจ้าปัญหา” และบอกด้วยว่า ผู้นำอิสราเอลควรขอบคุณเขา ที่ช่วยปกป้องอิสราเอลจากการเผชิญหน้ากับอิหร่านที่มีอาวุธนิวเคลียร์
ก่อนมีการประกาศข้อตกลง เจ้าหน้าที่อิหร่านระดับสูงรายหนึ่งเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ภายใต้ร่างข้อตกลงดังกล่าว สหรัฐจะยอมปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านมูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ถูกอายัดไว้ ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งระบุว่า ข้อตกลงสุดท้ายจะนำไปสู่การรื้อถอนโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และกำจัดคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูงออกไปทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อิหร่านยืนยันว่า ร่างข้อตกลงจะอนุญาตให้อิหร่าน ซึ่งปฏิเสธมาตลอดว่ามิได้ต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ สามารถลดระดับความเข้มข้นของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะภายในประเทศของตนเองได้ แทนที่จะต้องส่งออกหรือทำลายทิ้งทั้งหมด

วันเดียวกัน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐกับอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง และจะลงนามในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ว่า ประเทศไทยปรับตัวกับปัจจัยภายนอกเรื่องห่วงโซ่อุปทานต่างๆ มาเป็นอย่างดี กรณีที่วันนี้อาจจะมีเรื่องการบรรลุข้อตกลงในแถบตะวันออกกลาง ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นปัจจัยบวก ซึ่งจะทำให้วิกฤตต่างๆ ได้คลี่คลาย