โรม ข้องใจ ตร.ขอข้อมูลมือถือ 2 ล้านเบอร์ คดียิงกมลศักดิ์ แต่ชุดสอบเข้าไม่ถึง ถามเอาไปใช้ทำอะไร

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. พรคคประชาชน ประธานกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีวาระพิจารณาศึกษา และติดตามตรวจสอบการอำนวยความยุติธรรม กรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และผู้ติดตาม

สำหรับความคืบหน้าหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 10 หน่วยงาน เพื่อสืบข้อเท็จจริง กรณีความพยายามลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.พรรคประชาชาติ ต้องบอกว่าคดีนี้ เต็มไปด้วยข้อสงสัยและอุปสรรคในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อสาวไปถึงตัวผู้บงการ

ประเด็นสำคัญที่มีการพิจารณามี 3 เรื่องหลัก คือ เรื่องอาวุธปืน ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ และเส้นทางทางการเงิน ซึ่งในส่วนของอาวุธปืนนั้น ทางตำรวจยืนยันว่า มีอย่างน้อย 1 กระบอกที่เป็นของกองทัพเรือ แต่ทางกองทัพเรือกลับชี้แจงขัดแย้งกันว่า ปืนกระบอกดังกล่าวได้ถูกทำลายด้วยการฝังกลบไปแล้ว จุดนี้แสดงให้เห็นถึงเงื่อนงำและความไม่ชอบมาพากลอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข้อมูลที่น่ากังวลว่า มีบุคคลระดับบิ๊กในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าไปมีพฤติกรรมกดดัน จนทำให้พยานบางปากเกิดความหวาดกลัว และไม่กล้าเข้ามาให้ข้อมูลกับทางกรรมาธิการฯ

Advertisement

“มีข้อมูลว่ามี ‘บิ๊ก’ ในจังหวัด ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไปทำให้พยานบางคนไม่กล้ามาให้ข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่าโดยภาพรวมวันนี้เราก็ต้องยอมรับว่า ข้อมูลที่มันได้ออกมา มันยังไม่เพียงพอต่อการที่จะสรุปไปในทางใดทางหนึ่ง มันเต็มไปด้วยความสงสัย”

คณะกรรมาธิการฯ ยังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล โดยพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอข้อมูลเบอร์โทรศัพท์จากผู้ให้บริการทุกเครือข่ายไปมากกว่า 2 ล้านหมายเลข โดยอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่หัวหน้าชุดสืบสอบสวน ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 กลับไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการคลี่คลายคดีได้ จึงเกิดคำถามว่ามีการนำข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาลดังกล่าวไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดกันแน่?

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอย่างยิ่ง ที่คดีลอบสังหารสมาชิกรัฐสภาเช่นนี้ กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคและความยากลำบากในทุกขั้นตอน ทั้งที่ควรจะได้รับความร่วมมือ และการตอบสนองอย่างรวดเร็วจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหลังจากนี้ทางกรรมาธิการฯ จะยังคงเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อนำตัวผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังมาลงโทษให้ได้

นอกจากนี้ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ในฐานะกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ เสนอในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ให้มีการทำหนังสือราชการอย่างเป็นทางการส่งถึงรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เพื่อขอข้อมูล และตรวจสอบกรณีอาวุธปืนของรัฐบาลสหรัฐฯ ตกไปอยู่ในมือของขบวนการผิดกฎหมาย

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ได้กล่าวในที่ประชุมว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นสำคัญ และเป็นเรื่องใหญ่สำหรับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นอาวุธปืนที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ จัดสรรหรือมอบให้กับรัฐบาลไทย แต่กลับมีรายงานว่าถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายหรือตกไปอยู่กับ “ขบวนการ” จึงเห็นควรที่คณะกรรมาธิการฯ จะต้องร่วมกันสืบหาข้อเท็จจริงจากต้นตอ

“ช่วยทำหนังสือไปถึงรัฐบาลอเมริกา โดยเฉพาะสถานทูตฯ ว่า เพราะอันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากของรัฐบาลอเมริกาว่า ปืนของรัฐบาลให้มากับรัฐบาลไทย แล้วทำไมมาอยู่กับขบวนการฯ ดังนั้นเราควรถามไปที่ต้นตอ”
ผมขอยืนยันกับพี่น้องประชาชน ว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีความสำคัญเพราะว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกลอบยิง แต่มันหมายถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนทุกคน ในในนามของประธานคณะกรรมาธิการฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องครับ