เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ออกเอกสาร ชี้แจงข้อเท็จจริงในวันเลือก สว. ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ระบุว่า ตามที่มีการเผยแพร่ภาพและเสียงของ กกต. ท่านหนึ่ง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานในวันเลือก สว. ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 นั้น
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอชี้แจงข้อเท็จจริงในวันเลือก สว. ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ดังนี้ 1. กรณีนำเอกสารหรือโพยเข้าไปในสถานที่เลือก ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย
กรณีนี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 125/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท 13/2568 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 วินิจฉัยว่า “…ในเรื่องการนำโพยหรือเอกสารที่มีการจดหมายเลขของผู้สมัครอื่นเข้าไปในเขตเลือกตั้ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มิได้มีข้อห้ามไว้โดยตรง คงมีแต่มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “ในระหว่างการดำเนินการเลือกตามมาตรา 40 (ในระดับอำเภอ) มาตรา 41 (ในระดับจังหวัด) หรือมาตรา 42 (ในระดับประเทศ) ห้ามมิให้ผู้สมัครผู้ใด นำเข้าไปหรือใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใด ๆ ที่อาจใช้เพื่อติดต่อสื่อสารหรือเพื่อบันทึกภาพหรือเสียง หรืออุปกรณ์อื่นใด ตามที่คณะกรรมการกำหนดในสถานที่เลือก รวมทั้งบริเวณโดยรอบสถานที่เลือกตามที่ผู้อำนวยการการเลือกระดับประเทศ ผู้อำนวยการการเลือกระดับจังหวัด หรือผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ แล้วแต่กรณี กำหนด” จึงเห็นได้ว่ากฎหมายมิได้กำหนดว่าการนำเอกสาร รวมทั้งเอกสารที่จดหมายเลขผู้สมัครอื่นเข้าไปในเขตเลือกตั้งเป็นความผิดในตัวเอง ดังนั้น เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามหรือกำหนดเป็นความผิดไว้ผู้สมัครย่อมมีสิทธินำเอกสารใดเข้าในเขตเลือกตั้งได้ ในทางกลับกัน การห้ามมิให้ผู้สมัครนำเอกสารใดเข้าในสถานที่เลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงจะกระทำมิได้…” (รายละเอียดปรากฏตามคำพิพากษา หน้า 30 – 31) ตาม QR Code แนบท้าย
ดังนั้น การนำเอกสารหรือโพยเข้าไปในสถานที่เลือก จึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย
2. กรณีข้อกล่าวอ้างการแจ้งเบาะแสในวันเลือก สว. ระดับประเทศ
กรณี พ.ต.อ. มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ (ผตล.) ได้แถลงข่าวในทำนองว่าได้รับแจ้งว่า มีการจับกลุ่มทำโพยฮั้ว ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ผตล. และไปพบเลขาธิการ กกต. เพื่อแจ้งเรื่องดังกล่าว เมื่อเวลา 08.29 น. วันที่ 26 มิถุนายน 2567 โดยเลขาธิการ กกต. บอกว่า “ปล่อยเขาไปเถอะ เขาเตรียมวางแผนกันมาดีแล้ว” นั้น
ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 59 วรรคสาม และระเบียบ กกต. ว่าด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้ง พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้ ผู้ตรวจการเลือกตั้งมีหน้าที่รายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกรรมการการเลือกตั้งโดยพลัน เมื่อพบเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือพบการกระทำที่อาจเป็นความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตามแบบรายงานผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด (แบบ ผตล.จว. 2 หรือ แบบ ผตล.จว. 2/1)
กรณีดังกล่าวสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบันทึกการปฏิบัติงาน เอกสารรับแจ้งเหตุ และข้อมูลจากระบบกล้องวงจรปิดในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ว่า เวลา 08.29 น. วันที่ 26 มิถุนายน 2567 พ.ต.อ. มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ได้แจ้งเลขาธิการ กกต. ว่า มีคนมาจับกลุ่มกันจัดทำโพย ตามการกล่าวอ้าง และไม่ได้มีการแจ้งเหตุในลักษณะดังกล่าว ต่อเลขาธิการ กกต. แต่อย่างใด
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าข้อกล่าวอ้างบางประการแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารทางราชการและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดย พ.ต.อ. มนัสฯ ได้รายงานต่อ กกต. (ตามแบบ ผตล.จว. 2/1) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นการรายงานภายหลังการเลือก สว. ในระดับประเทศ (เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 เป็นเวลา 2 วัน) การพิจารณาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องยึดข้อมูล เอกสาร และพยานหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดเป็นสำคัญ
3. มาตรการในการระงับ ยับยั้ง ไม่ให้กระทำผิดกฎหมายเลือก สว. ระดับประเทศ
ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 59 บัญญัติว่า “ก่อนประกาศผลการเลือก หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่ หรือนับคะแนนใหม่” จึงเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าว กกต. มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง ให้เป็นไปด้วยความสุจริต และเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของผู้สมัครที่ใช้สิทธิเลือก สว.
คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงมีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 มิให้ผู้ได้รับเลือกขั้นต้นนำเอกสารใด ๆ เข้าไปในบริเวณที่กำหนดให้เป็นพื้นที่ของสายในการลงคะแนนเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่ในสายเดียวกัน
ดร. ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง จึงได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อได้พบโพยหรือกระดาษอื่นใดที่ผู้สมัคร สว. พกติดตัวมา ดร. ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ จึงได้เก็บเอกสารไว้ แม้การนำโพยหรือกระดาษอื่นใดเข้าไปในสถานที่เลือก สว. ไม่มีความผิดตามกฎหมาย แต่ในเรื่องดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถออกมติยับยั้งในการนำเอกสารเข้าไปในสถานที่เลือก สว. ได้ เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ดังนั้น การที่ผู้สมัคร สว. นำโพยหรือเอกสารอื่นใด เข้าไปในสถานที่เลือก จึงเป็นการฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อมีการตรวจพบจึงต้องเก็บเอกสารที่นำติดตัวมาทั้งหมด
สำหรับที่ปรากฏเป็นข่าวว่า กกต. ไปเก็บโพยนั้น จึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย ตามที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาฟังเป็นที่ยุติแล้วว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย
อนึ่ง การพิจารณาการกระทำความผิดผู้สมัคร สว. กรณีอื่น อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามอำนาจหน้าที่ หากเสร็จสิ้นแล้วจะนำมาเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบต่อไป







