
ข้อตกลงชั่วคราวของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน กำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน หลังมีการเผยแพร่รายละเอียด 14 ข้อของ “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด” ที่ลงนามโดยทรัมป์และประธานาธิบดีอิหร่านให้กับสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน
สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันรายหนึ่งถึงกับเรียกกรอบข้อตกลงดังกล่าวว่าเป็น “ความผิดพลาดด้านนโยบายต่างประเทศที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ” ขณะที่อีกรายระบุว่าเงื่อนไขบางข้อที่มีรายงานออกมานั้น “ขาดความรอบคอบ” ด้านนักวิจารณ์การเมืองสายอนุรักษนิยมที่สนับสนุนพรรครีพับลิกันหลายคนก็เริ่มแสดงจุดยืนแตกต่างจากทรัมป์เกี่ยวกับข้อตกลงนี้
คำวิจารณ์ในลักษณะนี้จากสมาชิกพรรครีพับลิกันถือเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่แสดงความภักดีต่อทรัมป์มาโดยตลอด แต่ความไม่พอใจเริ่มเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามอิหร่านได้ส่งผลเสียต่อโอกาสทางการเมืองของพรรค ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่จะตัดสินว่าใครจะครองเสียงข้างมากในรัฐสภา
ขณะที่พรรคเดโมแครตซึ่งกำลังพยายามที่จะกลับมาควบคุมสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาให้ได้อย่างน้อยหนึ่งหรือทั้งสองสภา ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงดังกล่าวเช่นกัน
ทำเนียบขาวได้ส่งข้อความของ MOU ดังกล่าวให้สมาชิกสภาคองเกรสเมื่อวันพฤหัสบดี หนึ่งวันหลังจากทรัมป์ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงคราม ซึ่งมีเนื้อหาตรงกับที่เจ้าหน้าที่สหรัฐอ่านให้สื่อมวลชนฟังเมื่อวันพุธ
สมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งสองพรรคกล่าวว่า พวกเขาต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากทำเนียบขาวเกี่ยวกับรายละเอียดของข้อตกลง
หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือส่วนที่ระบุว่ารัฐบาลทรัมป์ตกลงที่จะปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ อนุญาตให้มีการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งภาคเอกชนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์เพื่อกระตุ้นการลงทุนในอิหร่าน และผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน
“ความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่ได้ถูกจำกัด และอิหร่านยังได้เรียนรู้ว่าการข่มขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ผล และจะใช้วิธีนี้เป็นเครื่องมือต่อรองอีกอย่างแน่นอนในอนาคต” บิล แคสสิดี วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากรัฐลุยเซียนา โพสต์บน X
แคสสิดีชี้ว่า ก่อนเกิดสงคราม ช่องแคบฮอร์มุซเปิดใช้งานตามปกติ และอิหร่านยังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนัก แต่ตอนนี้ชาวอเมริกันเสียชีวิตไปแล้ว 13 คน ครอบครัวต่าง ๆ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นหลายพันล้านดอลลาร์ มาตรการคว่ำบาตรกำลังจะถูกยกเลิก และการโจมตีก็ยุติลง นี่คือความผิดพลาดด้านนโยบายต่างประเทศที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
โรเจอร์ วิคเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการทหารของวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการที่ทรงอิทธิพลที่สุด กล่าวว่า เขากังวลว่าบันทึกความเข้าใจฉบับนี้กำลังยอมละทิ้งความสำเร็จทางทหารของสหรัฐ
“จะเป็นความผิดพลาดหากบีบให้อิสราเอลยุติปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ผมคัดค้านการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรหรือการปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน เพื่อแลกกับเพียงคำมั่นของอิหร่านว่าจะกลับมาเจรจาอีก 60 วัน” วิคเกอร์กล่าว
“คนโง่พวกนี้ที่คิดว่าผมไม่แข็งกร้าวต่ออิหร่าน ทั้งที่ตลาดหุ้นเพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ และราคาน้ำมันกำลังลดลงอย่างมาก พวกเขาอาจเป็นพวกขี้อิจฉา คนเลว หรือไม่ก็คนโง่ ทำให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!!! ” ทรัมป์โพสต์ตอบโต้ผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เขาผ่านโซเชียลมีเดีย
แม้ว่าข้อตกลงที่ยุติความขัดแย้งและเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นผลลัพธ์เชิงบวกสำหรับทรัมป์ เพราะเขาจำเป็นต้องหาทางออกจากสงครามที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและผลาญทรัพยากรทางทหารของสหรัฐไปเป็นจำนวนมาก ขณะที่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเจรจา อาจให้ผลประโยชน์เพิ่มเติมให้กับสหรัฐได้
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจารณ์มองว่าข้อตกลงชั่วคราวฉบับนี้มอบผลประโยชน์อย่างมากให้กับอิหร่าน เพื่อแลกกับสิ่งที่มีอยู่แล้วสองเรื่อง คือ ช่องแคบฮอร์มุซที่เปิดใช้งานได้ตามปกติ และคำมั่นจากอิหร่านว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
เบน ชาปิโร นักวิเคราะห์การเมืองและผู้จัดรายการพอดแคสต์สายอนุรักษนิยม ซึ่งก่อนหน้านี้เคยสนับสนุนการโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอล ได้วิจารณ์บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ว่าเป็น “หายนะ” และกล่าวโทษแวนซ์ว่าล้มเหลวจากการทำให้ทรัมป์สนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว เพราะดูจากข้อความแล้ว MOU นี้ดูเหมือนเป็นหายนะ และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญใด ๆ ที่รัฐบาลตั้งไว้ได้เลย
มาร์ค เลวิน นักจัดรายการชื่อดังของ Fox News และผู้สนับสนุนทรัมป์อย่างแข็งขันก็แสดงจุดยืนที่แตกต่างจากทรัมป์เช่นกัน โดยเขากล่าวโจมตี โรเจอร์ มาร์แชลล์ วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากรัฐแคนซัสที่สนับสนุนทรัมป์ในเรื่องดังกล่าวที่แนะว่า อิหร่านควรได้รับอนุญาตให้คงขีดความสามารถด้านขีปนาวุธพิสัยไกลไว้เพื่อการป้องกันประเทศ ทั้งยังประณามการที่รัฐบาลไม่ได้รวมประเด็นขีปนาวุธพิสัยไกลไว้ในข้อตกลงว่าเป็น “เรื่องอัปยศ”




