
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ผู้เขียน : วรศักดิ์ ประยูรศุข คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ สก. 50 เขต เลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยาในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569
สำหรับสนามเลือกผู้ว่าฯ กทม. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1 แสนคน จากปี 2565 ซึ่งมี 4.4 ล้านคน มีหน่วยเลือกตั้ง 6.6 พันหน่วย ลดลงจากปี 2565 มี 6.8 พันหน่วย จำนวนผู้มาใช้สิทธิเมื่อปี 2565 อยู่ที่ 60% เศษ ทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าฯและ สก. โดยครั้งนี้ กกต.คาดการณ์ว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ประมาณ 60.7%
มีประเด็นจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย ในการลงพื้นที่หาเสียงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ผลโพลโค้ง 2 ยังคงมาเป็นอันดับที่ 1 นายชัชชาติรีบกล่าวทักท้วงว่า อย่าไปสนใจมาก พร้อมกับกล่าวว่า ห่วงว่าคนจะไม่ออกมาเลือกตั้ง 28 มิ.ย.นี้ ขอให้ออกมาเยอะ ๆ
เนื่องจากผู้ว่าฯ กทม.ต้องประสานกับส่วนงานอื่น ๆ จำนวนมาก ดังนั้นคะแนนเสียงซึ่งเป็นฉันทามติจึงมีความหมายมากในการนำไปต่อรองประเด็นต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ต่อประชาชน
หลายฝ่ายได้แสดงความห่วงใยเรื่องประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนน้อย ด้วยสาเหตุหลาย ๆ ประการ
ขณะที่ กกต.เองตั้งเป้าตัวเลขผู้มาใช้สิทธิไม่มากนัก ใกล้เคียงกับตัวเลขการใช้สิทธิเมื่อปี 2565 การที่ประชาชนใช้สิทธิน้อย ส่งผลหลายเรื่อง ดังที่นายชัชชาติได้กล่าวไว้ คือความชอบธรรมทางการเมืองในการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ผู้ชนะเลือกตั้งต้องมีคะแนนเสียงสนับสนุนที่หนักแน่น มีน้ำหนักความเป็นตัวแทนของคนส่วนมาก เพื่อการตัดสินใจที่มีผลเปลี่ยนแปลง ซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลาในการบริหารเมือง หน่วยงานจัดเลือกตั้งต้องประชาสัมพันธ์ สร้างแรงจูงใจ อำนวยความสะดวกให้ผู้มาใช้สิทธิ และในระยะยาวต้องพัฒนาระบบเลือกตั้งให้สะดวกและทันสมัย
ซึ่งพื้นที่ กทม.และเมืองพัทยามีพื้นฐานที่ดีที่จะเป็นพื้นที่นำร่องในการพัฒนาระบบเลือกตั้งอยู่แล้ว





