เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 9 พร้อมทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เสนอนโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจฮาลาล สำหรับชาวมุสลิมในกรุงเทพฯ ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.8 แสนคน หรือคิดเป็น 7% ของประชากรทั้งหมด และจะมีจำนวนหนาแน่นสุดในพื้นที่ฝั่งตะวันออก ทั้งหนองจอก มีนบุรี สะพานสูง ลาดกระบัง คลองสามวา ทุ่งครุ รวมถึงโซนใจกลางเมืองอย่างสวนหลวง คลองเตย และบางรัก
แม้กรุงเทพฯจะมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับระดับชาติ มีมัสยิดถึง 187 แห่ง และมีงานระดับโลกอย่าง Grand Halal Bangkok ปี 2026 ที่ดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 12,000 คนจากทั่วโลก แต่ปัจจุบัน กทม.ยังขาดกลไกที่จะเชื่อมโยงต้นทุนเหล่านี้ เข้ากับการพัฒนาธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ นายชัชชาติได้นำเสนอนโยบายที่จะช่วยเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมฮาลาลไทยให้เติบโตสูงขึ้น ตั้งเป้าว่าจะมีมูลค่ากว่า 84 ล้านบาท และตั้งเป้าจะเป็น ASEAN Halal Hub ภายในปี 2571

“เพราะคำว่าฮาลาลไม่ใช่เฉพาะแค่อาหาร มันหมายถึงวิถีชีวิตด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพักผ่อน เดินทาง เสื้อผ้าอะไรต่างๆ มันมีแนววิถีของฮาลาลแฝงอยู่ ก็เชื่อว่าเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่” นายชัชชาติกล่าว
ทั้งนี้ ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ได้เสนอนโยบายต่อยอดเพื่อดูแลชาวมุสลิมอย่างครอบคลุม อย่างด้านสุขภาพ จะต่อยอดความสำเร็จของ รพ.เวชการุณย์รัศมิ์ เขตหนองจอก โดยมีแผนเพิ่มการดูแลตามวิถีอิสลามในโรงพยาบาลสังกัด กทม. แห่งอื่นๆ พร้อมกำหนดวันให้บริการเฉพาะ และสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายตามวิถีอิสลามในพื้นที่ที่มีประชากรมุสลิมหนาแน่น นอกจากนี้จะเร่งพัฒนาแนวทางการดูแลผู้สูงอายุวิถีอิสลามในชุมชน พัฒนา Caretaker และจัดสรรบุคลากรหญิงสำหรับบริการตรวจสุขภาพ
ส่วนทางด้านการศึกษา จะมีการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กต้นแบบวิถีอิสลาม ต่อยอดจากความสำเร็จของศูนย์ในเขตสะพานสูงและคลองสามวา รวมถึงเดินหน้าสนับสนุนโรงเรียนสอนภาษาอาหรับ (71 แห่ง) และภาษามลายู (7 แห่ง) ในพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องมุสลิม

ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว จะบรรจุเส้นทาง “รวบรวมร้านอาหารฮาลาล” ลงในปฏิทินท่องเที่ยว ‘Bangkok 365’ ตลอดปี และโปรโมตเทศกาลฮารีรายอ-รอมฎอน (Hari-Raya-Ramadan Festival) ให้เป็นหมุดหมายระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง
เตรียมสร้างศูนย์บ่มเพาะ (Incubation Hub) บูรณาการร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ เพื่ออบรมผู้ประกอบการทั้งด้านอาหาร มาตรฐานเครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ ไปจนถึงบริการสปาและโรงแรม
“อาจจะมีการมีเทศกาลในช่วงที่พี่น้องมุสลิมทั่วโลกเดินทางมาท่องเที่ยวกัน หลังรอมฎอน อาจจะมีเทศกาลที่สอดคล้อง แล้วก็ดึงดูดพี่น้องชาวมุสลิมให้รู้สึกว่ามาเที่ยวกรุงเทพแล้วสบายใจ ปลอดภัย ทุกคนไม่ได้รู้สึกว่ามีความแตกต่าง” นายชัชชาติกล่าว
พร้อมตั้งศูนย์ให้คำแนะนำด้านการขอรับรองมาตรฐานฮาลาล นำร่องในสำนักงานเขตที่มีฐานชุมชนมุสลิม เช่น หนองจอก ทุ่งครุ โดยทำงานร่วมกับคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) เพื่อเชื่อมโยงสินค้าชุมชนสู่ตลาดและงานแสดงสินค้าระดับโลก







