เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยินดีต่อผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประจำปี 2569 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พบว่าปัจจัยด้านการศึกษาของไทยปรับตัวดีขึ้น 3 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 52 ของโลก ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สำคัญของภาคการศึกษาไทย หลังจากอันดับด้านการศึกษาปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
โดย IMD เป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกที่จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเมินจากข้อมูลเชิงประจักษ์จากแหล่งสถิติระหว่างประเทศควบคู่กับการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคเอกชนทั่วโลก ซึ่งผลการจัดอันดับปี 2569 พบว่าประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 26 ของโลก จากเดิมอันดับ 30 โดยหนึ่งในปัจจัยที่มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างน่าสนใจคือด้านการศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้การประเมินด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
เมื่อพิจารณารายละเอียดรายตัวชี้วัดด้านการศึกษา พบว่าหลายด้านปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ขยับขึ้นถึง 9 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 48 ของโลก สะท้อนความสำเร็จในการขยายโอกาสทางการศึกษาและการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะที่งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาต่อนักเรียนปรับดีขึ้น 5 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 50 ของโลก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรด้านการศึกษา
นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจยังสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อคุณภาพการศึกษาของไทยมากขึ้น โดยการศึกษาขั้นพื้นฐานปรับดีขึ้น 3 อันดับ และการศึกษาระดับอุดมศึกษาปรับดีขึ้น 2 อันดับ สะท้อนว่าระบบการศึกษาสามารถพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและตลาดแรงงานได้ดียิ่งขึ้น
ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า แม้ผลการจัดอันดับจะสะท้อนพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่รัฐบาลยังคงตระหนักดีว่ายังมีประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทักษะแรงงานระดับสูงที่ปรับลดลง 8 อันดับ และทักษะภาษาต่างประเทศที่ปรับลดลง 5 อันดับ ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการของภาคธุรกิจในด้านกำลังคนคุณภาพสูงยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ระบบการศึกษาไทยต้องยกระดับอย่างจริงจัง
กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เร่งขับเคลื่อนแผนเชิงรุก 4 ด้าน ประกอบด้วย การยกระดับฐานข้อมูลการศึกษาให้เป็นปัจจุบันและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลสากล การพัฒนาทักษะแห่งอนาคตในสาขา STEM เทคโนโลยี การบริหารจัดการข้อมูล และภาษาอังกฤษ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม สำหรับด้านการนำ AI มาใช้ในสถานศึกษานั้น กระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นการสร้าง “AI Literacy” ให้ผู้เรียนและครูสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและมีวิจารณญาณ ควบคู่กับการกำหนดแนวทาง การใช้เครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ในสถานศึกษา ที่เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีในชั้นเรียนส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการนำอุปกรณ์ดิจิทัลเข้ามาทดแทนการเรียนรู้แบบเดิม






