อดีตส.ว. แนะรัฐอย่าไล่ล่า จัดระเบียบภูเก็ต ห่วงภาพเมืองศก. ยันควรเปิดโอกาส เพื่อคัดแยกผู้สุจริต กับอาชญกร

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อุทัยธานี ได้เผยแพร่ข้อเขียน “ภูเก็ตต้องสะอาด งานสร้างชาติ ต้องไม่สะเทือน” โดยมีเนื้อหาดังนี้ ผู้นำที่ดีไม่ใช่การนั่งบริหารประเทศอยู่ในห้องแอร์ แต่คือการกล้าลงไปเห็นปัญหาด้วยตนเอง

การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามปัญหาธุรกิจสีเทา นอมินี และการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ จึงเป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุน

นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาล “เอาจริง” กับปัญหาที่สะสมมานาน และพร้อมแสดงภาวะผู้นำด้วยการลงมือทำ ไม่ใช่เพียงรับรู้ผ่านรายงานบนโต๊ะทำงาน

อย่างไรก็ตาม การจัดระเบียบภูเก็ตต้องมองให้ไกลกว่าการจับกุมรายวัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีผู้กระทำผิด แต่เป็นผลสะสมจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ที่เศรษฐกิจและการลงทุนเคลื่อนตัวเร็วกว่ากฎหมายและระบบราชการ

เมื่อกติกาตามไม่ทันความเป็นจริง ช่องว่างย่อมเกิดขึ้น และเมื่อช่องว่างเกิดขึ้น ผลประโยชน์นอกระบบก็เติบโตตามมา

Advertisement

การจัดระเบียบจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐต้องไม่ลืมว่าภูเก็ตคือหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เป็นประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และเป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้ให้ประเทศไทยอย่างมหาศาล

ความสำเร็จของการจัดระเบียบ จึงไม่ควรวัดจากจำนวนผู้ถูกจับกุม หรือจำนวนข่าวที่ปรากฏบนหน้าสื่อ

แต่ต้องวัดจากความสามารถในการทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ระบบเศรษฐกิจโปร่งใสขึ้น และความเชื่อมั่นของนักลงทุนกับนักท่องเที่ยวยังคงอยู่

รัฐต้องแยกให้ออกว่าใครคืออาชญากร ใครคือผู้ประกอบการสุจริต และใครคือผู้ที่เข้ามาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศ

“รัฐต้องยอมรับความจริงว่า ปัญหาหลายเรื่องเป็นผลจากการปล่อยปละละเลยและความไม่ชัดเจนของกฎหมายที่สะสมมานานหลายปี”

การจัดระเบียบที่ดี จึงไม่ควรเริ่มต้นด้วยการ ”ไล่ล่า”

แต่ควรเปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่สีเทา และอยู่แบบผิดกฏหมาย “ได้แสดงตัว และเข้าสู่ระบบ ภายในระยะเวลาที่กำหนด” เพื่อให้สามารถปรับสถานะและดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

เป้าหมายของรัฐไม่ใช่การผลักคนออกจากระบบ แต่คือการทำให้คนในระบบมีมากที่สุด แล้วจึงใช้กฎหมายจัดการกับผู้ที่ยังจงใจอยู่นอกระบบ

แนวทางนี้ จะช่วยให้รัฐเห็นภาพความจริง ลดช่องว่างของการทุจริต และทำให้การจัดระเบียบ“คนต่างด้าว”เกิดผลในทางปฏิบัติได้มากกว่าการไล่จับเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องกล้าทบทวนกฎหมายและระเบียบที่ล้าหลังควบคู่กันไป เพราะหลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากการไม่มีบทบัญญัติทางกฎหมาย แต่เกิดจากกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ

เมื่อการทำถูกต้องมีต้นทุนสูงเกินไป ช่องทางนอกระบบย่อมเติบโตขึ้นเป็นธรรมดา

เป้าหมายของการปฏิรูปจึงไม่ใช่การผ่อนปรนกฎหมาย “แต่คือการทำให้การประกอบธุรกิจที่ถูกต้องสามารถดำเนินการได้ง่าย โปร่งใส และตรวจสอบได้”

เปลี่ยนเงินนอกระบบให้กลายเป็นรายได้ของรัฐ เปลี่ยนส่วยให้กลายเป็นภาษี และเปลี่ยนพื้นที่สีเทาให้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่โปร่งใสและแข่งขันได้

การจัดระเบียบภูเก็ตจึงไม่ใช่สงครามกับนักลงทุน ไม่ใช่สงครามกับนักท่องเที่ยว และไม่ใช่สงครามกับคนต่างชาติ

หากรัฐบาล ทำให้ภูเก็ตสะอาดขึ้น โปร่งใสขึ้น และแข่งขันได้มากขึ้น

ภูเก็ตจะไม่เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทย

แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการปฏิรูประบบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

เพราะชัยชนะที่แท้จริง ไม่ใช่การ“จับกุม“ได้มากที่สุด

แต่คือการทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เศรษฐกิจโปร่งใสขึ้น และประเทศไทยแข่งขันได้มากขึ้นในสายตาของโลก!