40% ของคนไทยวัยทำงาน ไม่มี ‘ข้อมูลเครดิต’ ทำให้กู้เงินในระบบยาก ดอกเบี้ยแพง ต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ

เราเป็นคนไทย แน่นอนว่าเราเช็กเลขมงคล แต่ไม่เช็กคะแนนเครดิต

Loan หนี้

‘คะแนนเครดิต’ คือตัวเลขที่เกิดจากการประเมินทางสถิติว่าแต่ละคนมีโอกาสชำระหนี้มากน้อยแค่ไหน โดยมีคะแนนตั้งแต่ 300-615 (ระดับ HH) ไปจนถึง 753-900 (ระดับ AA)

‘ดร.ลักษมณ อรรถาพิช’ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ ‘NCB’ (National Credit Bureau) เผยว่า ปัจจุบัน คะแนนเครดิตของคนไทยส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ CC (699-724) และ BB (725-752) ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดร.ลักษมณกังวลคือ 40% ของคนไทยวัยทำงานหรือวัยกู้เงิน (20-60 ปี) ยังไม่มี ‘ข้อมูลเครดิต’ กับทาง NCB ซึ่งจะส่งผลต่อโอกาสการขอสินเชื่อในอนาคตได้

ดร.ลักษมณมองว่า การมีข้อมูลเครดิตคือ “ประตูสู่โอกาส” เพราะเวลาไปขอสินเชื่อ สถาบันทางการเงินก็จะสามารถดูวินัยทางการเงิน แล้วหาดอกเบี้ยกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการต่อยอดอนาคต

กลับกัน คนที่ก่อหนี้นอกระบบ ต่อให้จะเป็นคนที่ชำระหนี้สม่ำเสมอแค่ไหน ก็ไม่มีใครเห็นข้อมูลตรงนั้นอยู่ดี ส่งผลให้อาจนำมาต่อยอดในการขอสินเชื่อในระบบยาก

ปัญหาคือบางสถาบันทางการเงินยังไม่พร้อมที่จะเข้าระบบ

NCB
‘ดร.ลักษมณ อรรถาพิช’ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

ดร.ลักษมณมองว่า ส่วนหนึ่งที่คนไทยยังไม่มีข้อมูลเครดิต ก็เป็นเพราะสถาบันทางการเงินหลายรายยังไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ NCB

ตามหลักแล้ว การที่ NCB จะเข้าถึงข้อมูลเครดิตของคนไทยนั้น ต้องเกิดจากการที่สถาบันทางการเงินเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับองค์กรก่อน จึงสามารถดึงข้อมูลบัญชีจากแต่ละสถาบันมาได้

แต่ด้วยความที่ระบบสมาชิกของ NCB เกิดจาก ‘ความสมัครใจ’ ไม่ใช่ ‘การบังคับ’ ทำให้ปัจจุบัน ฐานข้อมูลขององค์กรยังเข้าไม่ถึงคนไทยวัยทำงานอีก 40% ซึ่งไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่มีหนี้ แต่อาจเป็นการกู้ยืมจากสถาบันดังนี้

  1. สหกรณ์ออมทรัพย์: เนื่องจากสหกรณ์หลายแห่งยังขาด ‘ความพร้อม’ ในการส่งข้อมูลอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และแม่นยำ ซึ่งขัดกับกฎหมายการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตว่าด้วยการปกป้องข้อมูลเครดิต
  1. สถาบันทางการเงินที่ไม่ได้อยู่ในนิยามตามกฎหมาย : แม้งานวิจัยหลายชิ้นจะทำการศึกษาเกี่ยวกับหนี้นอกระบบในไทย แต่จำนวนที่แน่ชัดนั้นยังไม่สามารถระบุออกมาได้ โดยมีการค้นพบสัดส่วนหนี้นอกระบบตั้งแต่ 12%-40% 

หากขาดประวัติทางเครดิตที่ดี อาจนำไปสู่การก่อวงจรหนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

TTB
‘นริศ สถาผลเดชา’ ประธานกลุ่มงาน Data & Analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB)

ในอีกมุมหนึ่ง คนไทยก็ควรตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างประวัติทางเครดิตเช่นกัน 

‘นริศ สถาผลเดชา’ ประธานกลุ่มงาน Data & Analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) เปรียบเปรยว่า การสร้างประวัติเครดิตที่ดี ไม่ต่างจากการออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพ เพราะเมื่อมีวินัยทางการเงินแล้ว ก็จะมีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรง จนนำไปสู่โอกาสมากมาย อาทิ

  • 83% ของคนที่มีประวัติเครดิตในฐานข้อมูล NCB ได้รับการอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลในวงเงินมากกว่า 5 แสนบาท
  • 77% ของคนที่มีประวัติเครดิตในฐานข้อมูล NCB ได้รับการอนุมัติสินเชื่อบ้าน
  • 74% ของคนที่มีประวัติเครดิตในฐานข้อมูล NCB ได้รับการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์

กลับกัน นริศมองว่า หากขาดประวัติทางเครดิตที่ดี ก็อาจนำไปสู่วงจรหนี้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด เช่น ไม่สร้างประวัติที่ดี → โอกาสได้รับสินเชื่อในระบบที่เหมาะสมน้อยลง → ดอกเบี้ยสูง → รับภาระหนี้สูง → เป็นหนี้เสีย → หมดโอกาสทางการเงินในอนาคต → พึ่งพิงสินเชื่อนอกระบบ และวนอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ 

ในมุมมองของนริศ คะแนนเครดิตคือ “เลขมงคลที่คุณกำหนดเองได้ มันไม่ได้เกิดจากโชค ไม่ได้เกิดจากการสุ่มเลือก แต่เกิดจากวินัยทางการเงินของคุณเอง”

กู้แค่ในสิ่งที่จำเป็น รู้จักใช้สิทธิประโยชน์ของสินเชื่อ

ข้อดีการขอสินเชื่อ

สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้และอยากเริ่มสร้างข้อมูลเครดิต นริศแนะนำว่า 

  1. ควรเลือกกู้แค่ในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้นและไม่เกินกำลังตนเอง เพื่อไม่สร้างภาระหนี้เกินตัว
  2. รู้จักใช้สินเชื่อเพื่อสิทธิประโยชน์ เช่น ส่วนลดบัตรเครดิต และสะสมประวัติเครดิตด้วยการชำระเต็มจำนวนอย่างตรงเวลา

“ข้อมูลเครดิต มันไม่ใช่เพื่อการกู้ แต่มันคือสินทรัพย์ของตัวเอง อยากจะให้มองข้อมูลเครดิตว่าเป็นสินทรัพย์ของแต่ละคน เพราะจริงๆ ถ้าพูดกันแบบไฟแนนซ์ มันคือความมั่งคั่งสุทธิของเรา มันคือค่าความนิยมของเรา ที่มันจับต้องไม่ได้ แต่มันทำให้งบแสดงฐานะทางการเงินของเราดีขึ้น” นริศกล่าว

เพื่อโน้มน้าวให้คนไทยมีวินัยทางการเงินที่ดีและมีประวัติเครดิต TTB จึงนำแนวคิด ‘Risk-based Pricing’ หรือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อตามระดับความเสี่ยงกับคะแนนเครดิตมาใช้ ภายใต้โครงการ ‘สินเชื่อคนผ่อนดี’

TTB เผยว่า ปัจจุบัน โครงการสินเชื่อคนผ่อนดีช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยไปมากกว่า 650 ล้านบาทแล้ว โดยเกิน 80% ของลูกค้าสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงกว่าการคำนวณดอกเบี้ยแบบเดิมเฉลี่ย 5% ต่อปี

ดังนั้น มันถึงเวลาแล้วไหม ที่คนไทยจะให้ความสำคัญกับคะแนนเครดิตมากขึ้น และผลักดันให้สถาบันทางการเงินอีกหลายเจ้าเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับ NCB เสียที เพื่อโอกาสทางการเงินที่มากกว่าเดิม? 

หรือเราจะจมอยู่กับกองหนี้นอกระบบเช่นนี้ต่อไป?

ที่มา: NCB

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา