
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “4 แยกเกียกกาย ช่วง SECTION77” ดำเนินรายการโดย น.ส.พัลลภา เขียวแก้ว เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก TP Online สื่อรัฐสภาเพื่อประชาชน ถึงการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พร.บ.) นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. …. เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังด้านที่ดินทำกินของประชาชน
รัฐมีหน่วยงานซับซ้อน ทำชาวบ้านแพ้คดี
พ.ต.อ.ทวีระบุว่า ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาใหญ่ที่สะสมมานาน โดยประเทศไทยมีที่ดินทั้งหมดประมาณ 320 ล้านไร่ แต่กลับมีการประกาศแนวเขตที่ดินของรัฐทับซ้อนกันรวมมากถึง 542 ล้านไร่ ซึ่งมากกว่าพื้นที่ประเทศเสียอีก นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างหนัก โดยมีกลุ่มคนเพียง 130 คน ถือครองที่ดินรวมกันเกือบ 4 ล้านไร่ ในขณะที่การจัดการที่ดินของรัฐมีความซับซ้อนอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องถึง 16 กระทรวง 84 หน่วยงาน และมีกฎหมายถึง 16 ฉบับ ส่งผลให้ประชาชนคนธรรมดาสู้คดีได้ยากเมื่อถูกรัฐประกาศเขตป่าทับที่ดินที่ตนอยู่อาศัย
เป้าหมายช่วยเหลือ ปชช.ผู้เดือดร้อน ไม่เกี่ยวคนรุกป่า-นายทุน
พ.ต.อ.ทวีอธิบายว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นร่างกฎหมายการเงิน แต่เสนอขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิ บรรเทาความเดือดร้อน และคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนผู้สุจริตที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าหรือการประกาศเขตป่าทับที่อยู่อาศัย โดยมีเงื่อนไขสำคัญประกอบด้วย
– ช่วงเวลาที่ครอบคลุม : นิรโทษกรรมให้การกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน 2541 (วันที่มีมติ ครม.เรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน) จนถึงวันที่ 10 กันยายน 2566 (สิ้นสุดยุคนโยบายทวงคืนผืนป่า)
– เงื่อนไขการรับสิทธิ : ต้องเป็นการกระทำไปเพื่อการดำรงชีพเป็นปกติธุระในพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยหรือทำกิน
– กลุ่มที่จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม : จะไม่มีการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำผิดที่เกี่ยวกับการเผาป่า การทำไม้เพื่อการค้า และการเก็บหาแร่ ซึ่งเป็นการทำลายหรือทำให้ป่าเสื่อมสภาพเด็ดขาด เพื่อป้องกันการเอื้อประโยชน์แก่นายทุน
ยุติทุกคดี ‘อาญา-แพ่ง-ปกครอง’ พร้อมให้สิทธิทำกินชั่วคราว
พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า หากกฎหมายบังคับใช้แล้ว บรรดาการกระทำที่เข้าข่ายจะไม่ถือเป็นความผิดอีกต่อไป โดยให้ยุติการสอบสวน การฟ้องคดี การพิจารณาคดีในศาล การบังคับคดี รวมถึงให้ลบข้อมูลประวัติอาชญากรรมทั้งหมด นอกจากนั้น คดีทางแพ่งและการชดใช้ค่าเสียหายโดยหน่วยงานของรัฐจะถือเป็นอันยุติเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์สิทธิชนะรัฐได้ ประชาชนกลุ่มนี้ก็จะไม่ถูกปล่อยทิ้งหรือถูกไล่ที่ในทันที แต่รัฐจะนำบุคคลเหล่านี้เข้าสู่โครงการช่วยเหลือแทน เช่น การเปิดโอกาสให้ทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อทำกินต่อไปได้อย่างถูกต้อง ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาความยากจนและให้พวกเขาสามารถทำกินต่อไปได้
“หลังจากได้รับการนิรโทษกรรม ประชาชนจะเข้าสู่กระบวนการขอพิสูจน์สิทธิ โดยสามารถใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น ร่องรอยของวัดหรือมัสยิดชุมชน มายืนยันการอยู่อาศัยดั้งเดิมได้ และในระหว่างรอการแก้ไขปัญหาจากรัฐ ประชาชนจะมีสิทธิอยู่อาศัยหรือทำกินในที่ดินนั้นเป็นการชั่วคราวได้” พ.ต.อ.ทวีกล่าว
ดึงท้องถิ่นร่วมนั่ง ‘คณะกรรมการนิรโทษกรรม’
หัวหน้าพรรคประชาชาติกล่าวด้วยว่า เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุด ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รวมถึงตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สมาคม อบจ., สมาคมสันนิบาตเทศบาล, สมาคม อบต.) เนื่องจากเป็นผู้ที่รู้ข้อมูลในพื้นที่ดีที่สุด พร้อมด้วยตัวแทนฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมด้วย กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นปฐมบทของการปฏิรูปที่ดินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย และตั้งเป้าที่จะดึงประชาชนกลุ่มนี้มาร่วมกันดูแลป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศจากเดิมที่มีป่าจริงราว 31% ให้ก้าวไปถึงเป้าหมาย 40% ในอนาคต
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน “ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. ….” อยู่ในขั้นตอนเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผ่านทางเว็บไซต์ของรัฐสภา คลิก





