ทำไมมหาเศรษฐียอมจ่ายแพงเพื่อเดินทางช้าลง? อ่านคำตอบจาก Belmond

เมื่อโลกยุคปัจจุบันขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยความเร็ว Belmond กลับเลือกที่จะขับเคลื่อนทุกอย่างให้ช้าลง นี่คือบทสนทนาว่าด้วยเวลา การพักผ่อน และรถไฟที่สวยที่สุด

เมื่อเรามีโอกาสได้คุยกับ Gary Franklin ผู้รับผิดชอบเป็น Senior Vice President, Trains & Cruises ของ Belmond แบรนด์ลักชัวรีในเครือ LVMH เขาคนนี้เป็นผู้ดูแลประสบการณ์การเดินทางของรถไฟและเรือสำราญระดับไอคอนิกหลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น Venice Simplon-Orient-Express, Eastern & Oriental Express, Royal Scotsman รวมถึง Britannic Explorer รถไฟนอนลักชัวรีสายแรกของอังกฤษและเวลส์ที่เปิดตัวในปี 2025

ภาพรถไฟหรูของ Belmond ที่วิ่งผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติ 1

Gary เชื่อว่าเวลาคือความหรูหราที่มีค่ามากที่สุดในยุคนี้ และเป็นเหตุผลที่แนวคิด Slow Luxury กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ใช่แค่การเดินทางที่ช้าลง แต่คือการได้ใช้เวลากับตัวเอง กับผู้คนรอบข้าง และกับประสบการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่

และนี่คือความเปลี่ยนแปลงของนักเดินทางลักชัวรี ความหมายของ Slow Luxury และเหตุผลที่เวลากำลังกลายเป็น Ultimate Luxury ของโลกยุคใหม่

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คุณคิดว่านักเดินทางลักชัวรีเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?

“หลังโควิด ผู้คนให้คุณค่ากับเวลามากขึ้นอย่างชัดเจน วันนี้เวลาคือ Ultimate Luxury ที่ Belmond เราเชื่อว่าผู้คนไม่ได้แค่ใช้เวลา แต่กำลังลงทุนกับเวลา

ช่วงที่ทุกคนต้องหยุดอยู่บ้าน หลายคนได้ทบทวนชีวิตและกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่มีความหมายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก หรือการใช้เวลาร่วมกัน อีกอย่างที่เราเห็นคือ นักเดินทางลักชัวรีมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเวลา และเลือกลงทุนกับเวลาของตัวเองอย่างมีคุณค่ามากขึ้น”

ในยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบ อะไรที่ทำให้คนกลับมาสนใจการเดินทางด้วยรถไฟอีกครั้ง?

“ผมคิดว่ามันมีหลายเหตุผล อย่างแรกคือผู้คนเริ่มใส่ใจการออกแบบรูปแบบการเดินทางของตัวเองมากขึ้น พวกเขามองหาประสบการณ์ที่ช้าลง แต่ยังคงมีคุณค่าและความหมาย ทุกวันนี้การเดินทางไม่ใช่แค่การพาตัวเองไปถึงจุดหมาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทั้งหมด

คนรุ่นใหม่เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และรู้ว่าการเดินทางด้วยรถไฟเป็นมิตรกับโลกมากกว่าการเดินทางโดยเครื่องบิน

แต่ถ้าจะให้ผมตอบสั้นๆ เหตุผลหลักก็คือ มันเป็นการเดินทางที่สวยงาม คุณได้นั่งอยู่ในห้องพักส่วนตัว มองวิวเมืองและธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตลอดเส้นทาง ได้เห็นมุมที่ไม่มีวันเห็นจากเครื่องบิน นั่นคือประสบการณ์ที่แตกต่างจริงๆ”

ภาพรถไฟหรูของ Belmond ที่วิ่งผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติ 2

‘Slow Luxury’ ในความหมายของคุณคืออะไร?

“สำหรับผม Slow Luxury คือการได้วางโทรศัพท์ลง กลับมาใช้ชีวิตแบบอนาล็อก อ่านหนังสือ พูดคุยกับคนรอบตัว และใช้เวลากับสิ่งตรงหน้า ซึ่งการเดินทางด้วยรถไฟทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คุณมีเวลาพัก มีเวลามองวิว มีเวลาพูดคุยกับผู้ร่วมเดินทาง หรือแม้แต่แต่งตัวไปดินเนอร์โดยไม่ต้องเร่งรีบ นอกจากนั้นคุณยังมีพื้นที่ส่วนตัวในห้องพัก นอนหลับสบาย ตื่นเช้ามาพร้อมวิวธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตลอดเส้นทาง สำหรับผม นั่นคือความหรูหราที่แท้จริง”

คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่คนยินดี ‘จ่ายมากขึ้น’ กับการเดินทางที่ช้าลง?

“ผมอยากใช้คำว่า ‘ลงทุน’ มากกว่าคำว่า ‘จ่าย’ วันนี้ผู้คนเข้าใจคุณค่าของการเดินทางแบบ Slow Travel มากขึ้น พวกเขาเลือกใช้เวลาอยู่กับประสบการณ์ตรงหน้า และมองเห็นผลตอบแทนจากเวลาที่ลงทุนไป ทั้งในรูปของความสุข ความทรงจำ และคุณค่าที่จะอยู่กับพวกเขาไปอีกนาน

อีกอย่างคือ Slow Luxury เปิดโอกาสให้ผู้คนค้นพบความสนใจใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดบันทึกระหว่างการเดินทาง หรือการลองทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน สิ่งเล็กๆ เหล่านี้อาจกลายเป็นความหลงใหลที่ติดตัวไปตลอดชีวิต”

ภาพรถไฟหรูของ Belmond ที่วิ่งผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติ 3ภาพรถไฟหรูของ Belmond ที่วิ่งผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติ 4

ยุคนี้สิ่งที่นักเดินทางต้องการแตกต่างจาก 10 ปีที่แล้วอย่างไร?

“ผมคิดว่าพวกเขาต้องการความเรียบง่าย และไม่อยากต้องตัดสินใจทุกเรื่องในชีวิต ทุกวันนี้คนจำนวนมากเผชิญกับ Decision Fatigue พวกเขาจึงมองหาแบรนด์ที่สามารถดูแลรายละเอียดต่างๆ ให้ได้ เพื่อให้ตัวเองได้พักจากการตัดสินใจบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนก็ยังต้องการความ Authentic พวกเขาอยากสัมผัสสถานที่จริง ผู้คนจริง และวัฒนธรรมจริง

ยกตัวอย่าง Britannic Explorer เมื่อรถไฟเดินทางไป Cornwall อาหารที่เสิร์ฟก็มาจากฟาร์มในพื้นที่ หรือเมื่อเดินทางเข้าสู่ Wales ซีฟู้ดที่รับประทานก็มาจากชาวประมงในชุมชนเดียวกับที่คุณกำลังเดินทางผ่าน สำหรับผม นั่นคือความหมายของความ Authentic

ความหรูหรา คือประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกและกลายเป็นความทรงจำ เป็นเรื่องที่คุณยังอยากเล่าให้คนอื่นฟัง แม้เวลาจะผ่านไปอีกหลายปี ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ผู้คนกำลังมองหา และมันยังส่งผลต่อความสุขและ Well-being ของพวกเขาด้วย”

ภาพรถไฟหรูของ Belmond ที่วิ่งผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติ 5

ในอีก 5 ปีข้างหน้า คุณคิดว่านักเดินทางลักชัวรีจะให้คุณค่ากับอะไรมากที่สุด?

“ผมคิดว่าโลกจะยิ่งหมุนเร็วขึ้น ดังนั้นคำถามที่ว่า ‘เราจะลงทุนกับเวลาของตัวเองอย่างไร’ จะยิ่งสำคัญขึ้น อีกเรื่องคือ Human Connection ทุกวันนี้ชีวิตของเราผ่านหน้าจอมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายครั้งเราไม่รู้ตัวว่ากำลังรู้สึกโดดเดี่ยว

ผมเชื่อว่าในอนาคต ผู้คนจะยิ่งให้คุณค่ากับการได้ใช้เวลาร่วมกันจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่รัก เพื่อนใหม่ หรือแม้แต่ทีมงานที่คอยดูแลระหว่างการเดินทาง เพราะสุดท้ายแล้ว มนุษย์ก็ยังต้องการปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้ากัน และช่วงเวลาเหล่านี้จะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ”