ไทยเตรียมคัดกรอง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เข้มขึ้น BOI ชี้ ต้องจ้างงานเยอะ ขึ้นค่าไฟ-น้ำสูงพิเศษ ไม่ทำลายมลพิษ

หลัง ครม. เห็นชอบร่างระเบียบตั้งคณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ ’คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน’ (BOI) เตรียมปรับหลักเกณฑ์คัดกรองโครงการรอบใหม่ โดยจะให้น้ำหนักกับ ‘ประโยชน์’ ที่ประเทศไทยจะได้รับมากขึ้น ควบคู่กับการดูเรื่องพลังงาน น้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การลงทุน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็เริ่มมีคำถามตามมาว่า ประเทศได้ประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูง

BOI จึงมองว่า ประเทศไทยไม่ควรเปิดรับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ควรเลือกโครงการที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศมากกว่า

แนวทางใหม่ที่ BOI กำลังศึกษาจะเปลี่ยนจากการมองเฉพาะเม็ดเงินลงทุน มาเป็นการพิจารณาอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่

  1. ประเทศจะได้อะไรจากการลงทุน
  2. ระบบไฟฟ้ารองรับได้หรือไม่
  3. การใช้น้ำจะกระทบพื้นที่หรือเปล่า
  4. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะถูกจัดการอย่างไร

สำหรับ ‘ประโยชน์’ ที่ไทยจะได้รับ BOI บอกว่าจะดูตั้งแต่การจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและบุคลากรไทย การใช้ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในประเทศ การตั้งทีมวิจัยหรือห้องปฏิบัติการในไทย ไปจนถึงการช่วยให้สตาร์ทอัป มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการไทยเข้าถึงบริการคลาวด์ กำลังประมวลผล (Computing Power) และเครื่องมือ AI

ส่วนอีก 3 เรื่อง BOI บอกเพียงกรอบนโยบายในภาพใหญ่เท่านั้น เช่น การกำหนดค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่าผู้ใช้งานกลุ่มอื่น หรือการเก็บค่าน้ำในอัตราสูงพิเศษ แต่ยังไม่ได้ระบุตัวเลขหรืออัตราที่จะใช้จริง โดยระบุว่าขณะนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนจัดทำหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนต่อไป

ข้อมูลจาก BOI ระบุว่า ระหว่างปี 2567-2569 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ คิดเป็นกำลังประมวลผลรวม 3,400 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 7.5 แสนล้านบาท

ในจำนวนนี้ นักลงทุนไทยมีมากที่สุด 15 โครงการ รองลงมาคือจีน 10 โครงการ สหรัฐฯ 5 โครงการ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 โครงการ ญี่ปุ่น 2 โครงการ และนักลงทุนอีกหลายประเทศ ทั้งนี้ ไม่มีคำขอรับการส่งเสริมโครงการดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569

BOI ยังย้ำว่า ประโยชน์ของดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้อยู่แค่การสร้างอาคารหรือการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากรไทย โดยยกตัวอย่าง ‘AWS’ ที่ร่วมพัฒนาหลักสูตรปริญญาโทด้าน Data Center Engineering และโครงการ ThaksaAI รวมถึง ‘Google’ ที่ดำเนินโครงการพัฒนาทักษะดิจิทัลและสนับสนุนทุน Google Career Certificates เพื่อพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

ด้านซัพพลายเชน BOI ระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดดิสก์ เซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI อุปกรณ์เครือข่าย แผงวงจร และระบบทำความเย็น ทำให้ไทยเริ่มมีห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ที่แข็งแรงขึ้น

ในระยะต่อไป BOI บอกว่าจะเดินหน้าผลักดันให้เกิดการซื้อขายอุปกรณ์ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อให้ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมนี้แข็งแรงขึ้น

ที่มา: คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา