
ไกล่เกลี่ยลงตัว อดีตเจ้าอาวาสรับเข้าใจผิด คดีกล่าวหาเจ้าภาพยักยอกเงินกฐินวัดเวฬุวัน ยอมแถลงขออโหสิกรรม กลางศาลจังหวัดระนอง
วันที่ 15 ส.ค.2569 จากกรณีที่พระครูภัทรสรคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน ตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ได้ให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นและแจ้งความดำเนินคดี โดยกล่าวหา คณะเจ้าภาพทอดกฐิน ปี 2567 ประกอบไปด้วยนายธนิต บัวเขียว นายพิชัย อ่อนเทศ และนายสุวิทย์ จันทร์แจ้ง ในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ โดยกล่าวว่าเอาเงินทอดกฐินจำนวน 1,313,331.99 บาท ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ต่อมาบุคคลทั้งสามที่ถูกกล่าวหาได้ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระครูภัทรสรคุณ อดีตเจ้าอาวาส วัดเวฬุวัน ต่อศาลจังหวัดระนองในความผิดฐานแจ้งความเท็จ และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลมีคำสั่งรับฟ้องในความผิดฐานแจ้งความเท็จ ส่วนข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาศาลได้ยกฟ้อง ซึ่งโจทก์ทั้งสามได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8
และเมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดระนองได้นัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีความผิดฐานแจ้งความเท็จ ก่อนการสืบพยาน ศาลได้ดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ย คู่ความทั้งสองฝ่าย ปรากฏว่าฝ่ายจำเลย (พระครูภัทรสรคุณ) ได้แถลงต่อศาล ว่าโจทก์ทั้งสามได้รวบรวมปัจจัย จากญาติโยมผู้มีจิตศรัทธา เพื่อให้การก่อสร้างอุโบสถของวัดเวฬุวันฯ จนกว่าจะแล้วเสร็จ ตามวัตถุประสงค์ ที่ผ่านมา
จำเลย (พระครูภัทรสรคุณ) ในฐานะเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นผู้แทนของวัด พยายามปกป้องดูแลรักษาผลประโยชน์ของวัด อย่างเต็มกำลังความสามารถ ในตอนแรกเข้าใจเจตนาของโจทก์ทั้งสามผิดไป แต่เมื่อได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏแล้ว พบว่าโจทก์ทั้งสาม ไม่เคยนำปัจจัยที่ได้รับจากการทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2567 ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนแม้แต่น้อย แต่โจทก์ทั้งสาม ได้รวบรวมเก็บรักษา และนำปัจจัยไปใช้จ่าย ในการก่อสร้างอุโบสถ ตามวัตถุประสงค์ และตามเจตนาอันบริสุทธิ์ของโจทก์ทั้งสามมาตั้งแต่ต้น
สิ่งใดที่ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายทั้งโดยเจตนาหรือโดยไม่เจตนา จำเลย (พระครูภัทรสรคุณ) ขออโหสิกรรมจากโจทก์ทั้งสาม โดยยินยอมให้โจทก์ทั้งสามใช้รายงานกระบวนพิจารณาของศาล ในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนและชาวบ้านในท้องที่เพื่ออธิบายชี้แจงตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้น
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถปรับความเข้าใจกันได้และโจทก์ทั้งสาม ไม่ประสงค์ที่จะดำเป็นคดีกับจำเลยอีกต่อไป จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสามถอนฟ้องจำเลยได้
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ส.ค.69 นายสุวิทย์ จันทร์แจ้ง (โจทก์ร่วมที่ 3) และในฐานะสมาชิกสภาเทศบาลตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการเงินของคณะเจ้าภาพทอดกฐินปี 2567 ที่ได้รับอนุญาตจากพระครูพระครูภัทรสรคุณ ให้เปิดบัญชีธนาคาร เพื่อรวบรวมปัจจัย จากผู้มีจิตศรัทธา นำมาดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถของวัดเวฬุวันฯ ได้โดยตรง เป็นการเฉพาะ จนกว่าการก่อสร้างอุโบสถจะแล้วเสร็จ
ซึ่งการที่พระครูภัทรสรคุณ อดีตเจ้าอาวาสฯ ได้ไปดำเนินการแจ้งความตนเองในข้อหา ร่วมกันยักยอกทรัพย์นั้น ทำให้ตนและครอบครัว ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก และในช่วงเวลานั้น ตนเองอยู่ระหว่างการหาเสียง เลือกตั้งท้องถิ่น ตนจึงมีความจำเป็น ที่จะต้องใช้สิทธิ์ตามกฏหมาย ในการยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดระนอง เนื่องจากที่ผ่านมาตนพร้อม นายพิชัย อ่อนเทศ และนายธนิต บัวเขียว คณะเจ้าภาพทอดกฐิน ไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากอดีตเจ้าอาวาส เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น
โดยในการประชุมดังกล่าว ทางคณะเจ้าภาพทอดกฐิน ได้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มดำเนินการก่อสร้างโบสถ์ รวมถึงได้แสดงบัญชีรายรับ-รายจ่าย เกี่ยวกับจำนวนเงินที่ได้รับเงินบริจาค ผ่านบัญชีธนาคาร สำหรับนำมาใช้ในการก่อสร้างอุโบสถ และได้ส่งมอบเอกสารชี้แจงดังกล่าว ให้กับ พระครูกิจติธรรมพินิจ เจ้าคณะอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรีจังหวัดระนอง ได้เก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานด้วย
“ทั้งนี้ ตนต้องขอกราบขอบพระคุณศาล ที่เมตตารับฟังข้อเท็จจริง ตามที่ได้ยื่นฟ้องไว้ และเข้าใจเจตนาอันบริสุทธิ์ของตนเอง โดยเฉพาะคณะเจ้าภาพ ที่ตั้งใจรวบรวมปัจจัย สำหรับนำมาสร้างโบสถ์ของวัดให้สำเร็จ เนื่องจากการก่อสร้างโบสถ์ก่อนหน้านี้ ไม่มีความคืบหน้ามากว่า 6 ปี การก่อสร้างถูกปล่อยโบสถ์ทิ้งร้างไม่มีหลังคา พระประธานในโบสถ์ ต้องตากแดดตากฝนมานาน ที่มีเพียงแค่โครงสร้างที่ก่อสร้างไว้ โดยไม่มีการเขียนแบบ และขออนุญาตใดๆจากทางราชการ” นายสุวิทย์ระบุ




