ทรัมป์ปลื้ม เผย คิม จอง อึน ตอบรับการติดต่อ หลังสั่งลดขนาด ซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้

หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ สั่งให้ลดขนาดการซ้อมรบทางทหารร่วมกับเกาหลีใต้ และกล่าวถึงเกาหลีเหนือว่าเป็นประเทศที่ไม่เป็นภัยคุกคามและให้ความเคารพต่อกัน ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้ตอบกลับความพยายามของเขาที่ต้องการรื้อฟื้นการติดต่อกับเกาหลีเหนือแล้ว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามทรัมป์ในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวว่า เหตุใดคิมจึงยังไม่ได้ตอบกลับความพยายามของเขาที่ต้องการกลับมาเจรจากันอีกครั้ง ทรัมป์กล่าวว่า “เขาตอบแล้ว” แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ผู้นำคิมตอบกลับมาอย่างไร หรือมีการติดต่อกันผ่านช่องทางใด

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวและคณะผู้แทนเกาหลีเหนือประจำสหประชาชาติในนครนิวยอร์กยังไม่ได้ตอบคำถาม ที่มีการขอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในทันทีเช่นกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับคิมได้รับความสนใจจากทำเนียบขาวน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ซึ่งในเวลานั้นผู้นำทั้งสองพบปะกันหลายครั้งและแลกเปลี่ยนจดหมายระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐยังคงส่งสัญญาณหลายครั้งว่า เขาสนใจที่จะรื้อฟื้นการทูตโดยตรงกับผู้นำเกาหลีเหนือ

Advertisement

รัฐบาลของทรัมป์ได้วิพากษ์วิจารณ์เกาหลีเหนือซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากกรณีให้การสนับสนุนทางทหารแก่รัสเซียในสงครามยูเครน แต่เมื่อวันจันทร์ ทรัมป์กล่าวว่า “คิม จอง อึน ปฏิบัติต่อผมด้วยความเคารพอย่างมากมาโดยตลอด ผมเข้าใจเขา และเขาก็เข้าใจผม”

ที่กรุงเปียงยาง สำนักข่าวของทางการเกาหลีเหนือไม่ได้กล่าวถึงทรัมป์ แต่ได้รายงานคำกล่าวของเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งส่งสารถึงชเว ซอน ฮุย รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ โดยระบุว่าเกาหลีเหนือและรัสเซียกำลังร่วมมือกันเพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่ที่เป็นธรรม

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า การซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ “ไม่เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายสูง… แต่ยังส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปฏิปักษ์อย่างสิ้นเชิงไปยังประเทศหนึ่ง ซึ่งตราบใดที่โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ประเทศนั้นก็ไม่ได้เป็นภัยคุกคามและให้ความเคารพ”

นักวิเคราะห์กล่าวว่า แม้เกาหลีเหนือจะแสดงท่าทีเย็นชาต่อความพยายามของทรัมป์ที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ และแม้ว่าปัจจุบัน ผู้นำคิมจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงการประชุมสุดยอดกับทรัมป์ครั้งล่าสุด แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ผู้นำทั้งสองจะพบกันอีกครั้ง

วิกเตอร์ ชา หัวหน้าโครงการเกาหลีของศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ (CSIS) สถาบันวิจัยในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า เขาไม่คิดว่าเกาหลีเหนือจะตอบสนองต่อข้อเสนอของทรัมป์ในทันที แต่คิดว่าพวกเขาจะรอดูสถานการณ์ไปก่อน และรออีกสักระยะหนึ่ง

ชากล่าวว่า หนึ่งในแรงจูงใจที่ทำให้ทรัมป์หยิบประเด็นเกาหลีเหนือขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนจะเป็นความต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของสื่อออกจากปัญหาที่เขากำลังเผชิญจากสงครามกับอิหร่าน แม้ว่าในขณะเดียวกันทรัมป์ก็มีความสนใจอย่างเห็นได้ชัดที่ต้องการจะพบกับคิมอีกครั้ง

แอนดรูว์ ยอ นักวิจัยจากสถาบัน Brookings ในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า การพบกันกับทรัมป์จะเป็นประโยชน์ต่อคิม แม้บางคนบอกว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่คิมจะต้องการพบกับทรัมป์ เพราะตอนนี้เขามีทั้งรัสเซียและจีนอยู่ในมือแล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับรู้สึกว่าเขาไม่มีอะไรต้องเสียจากการพบกับทรัมป์ เพราะเขามีทั้งรัสเซียและจีนอยู่ในมือแล้วเช่นกัน

“สำหรับคิมแล้ว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงอย่างมาก มันเกี่ยวกับการได้พบกับประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้ง และจึงเป็นเรื่องของชื่อเสียงและสถานะบนเวทีโลก” ยอกล่าว และว่า มันเป็นเพียงเรื่องของจังหวะเวลา และช่วงเวลาใดที่จะเหมาะสมที่สุดสำหรับคิม จอง อึน

ซิดนีย์ ไซเลอร์ อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐที่รับผิดชอบประเด็นเกาหลีเหนือ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์ไม่ได้ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเขายกตัวอย่างว่า ในปี 2018 ทรัมป์เคยสั่งระงับการซ้อมรบขนาดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า Ulchi Freedom Guardian เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเจรจากับผู้นำคิมมาแล้ว

“แน่นอนว่า ตอนนั้นมันไม่ได้ทำให้เราได้อะไรมากมายนัก แต่ผมก็ไม่คิดว่าเราจะสูญเสียอะไรมากเช่นกัน” ไซเลอร์กล่าว