
เวลาที่เราอยากมีร่างกายที่แข็งแรง เรามักจะเลือกทานอาหารดีๆ หรือสมัครสมาชิกยิมเพื่อไปออกกำลังกายตั้งแต่ตอนที่ร่างกายยังปกติ แต่เมื่อพูดถึงสุขภาพจิตใจ พวกเราหลายคนกลับใช้ชีวิตแบบตั้งรับ คือรอให้จิตใจเหนื่อยล้า พังทลาย หรือเกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) อย่างรุนแรงก่อน แล้วค่อยวิ่งวุ่นหาทางซ่อมแซมรักษา
ประเด็นสำคัญ
ดร. เอมิลี แอนฮอลต์ ( Dr.Emily Anhalt) นักจิตวิทยาคลินิกผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลจิตใจของกลุ่มคนทำงานในซิลิคอนแวลลีย์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Coa (ยิมสุขภาพจิตแห่งแรกของโลก) อยากชวนเรามาเปลี่ยนมุมมองนี้เสียใหม่ เธอชี้ให้เห็นว่าในสังคมเรา มักจะมองว่าคนเราไม่ป่วยจิตเวช ก็ต้องสุขภาพจิตดีเยี่ยมไปเลย ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ตรงพื้นที่สีเทาระหว่างสองขั้วนี้เสมอ
นั่นคือเหตุผลที่เราต้องหันมาดูแลใจแบบเชิงรุก เปรียบเหมือนการเข้ายิมเพื่อฝึกความแข็งแรงและยืดหยุ่นของจิตใจล่วงหน้า หรือที่เรียกว่า Emotional Fitness
(ความฟิตทางอารมณ์) เพื่อให้ใจเรามีภูมิคุ้มกันความเครียดและแรงกดดันต่างๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ความฟิตทางอารมณ์ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่ฝึกได้
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าคนที่รับมือกับความเครียดได้ดีนั้นเป็นเพราะเป็นคนเข้มแข็งแต่เกิด แต่ในทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาแล้ว ความแข็งแกร่งทางอารมณ์เป็นทักษะที่เรียนรู้และฝึกฝนได้ (Trainable Skill) ไม่ต่างจากการสร้างกล้ามเนื้อ
ดร. แอนฮอลต์ ได้ทำการศึกษาและสัมภาษณ์นักจิตวิทยาและผู้ประกอบการกว่า 200 คน เพื่อหาคำตอบว่า คนที่มีสุขภาพจิตฟิตเปรี๊ยะมีลักษณะอย่างไร? จนได้ข้อสรุปออกมาเป็น 7 มิติหลักของการออกกำลังใจ (7 Traits of Emotional Fitness) ที่ช่วยพัฒนาสมองและความคิดของเราให้แข็งแกร่งขึ้นได้จริง ดังนี้
1. Self-Awareness (รู้เท่าทันใจตัวเอง)
นี่คือเสาหลักสำคัญที่สุด คือการหมั่นสะท้อนความคิดและตรวจสอบความรู้สึกของตัวเอง เข้าใจว่าอะไรคือจุดจี๊ด หรือสิ่งกระตุ้นอารมณ์ (Triggers) ของเรา และรู้ตัวว่าความรู้สึกแย่ๆ ที่เรามีต่อผู้อื่น บางครั้งก็เกิดจากเรื่องตกค้างในใจของเราเอง ไม่ใช่เพราะคนอื่นเลย
2. Empathy (เข้าใจคนอื่นแบบใจเขาใจเราจริงๆ )
การฝึกเอาตัวเองไปยืนในจุดของคนอื่นเพื่อรู้สึกถึงสิ่งที่เขาเผชิญ ดร. แอนฮอลต์ อธิบายความต่างว่า ถ้าเราแค่เข้าใจด้วยสมอง แต่ไม่ได้รู้สึกร่วมไปกับเขาด้วย นั่นเป็นเพียงแค่ความสงสาร (Sympathy) ไม่ใช่ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และหากเราอยากเข้าใจคนอื่นได้ดีขึ้น เราต้องเริ่มจากการกล้าเผชิญหน้าและยอมรับอารมณ์เศร้าหรือโกรธของตัวเองให้ได้ก่อน
3. Mindfulness (การอยู่กับปัจจุบันและกล้าทนต่อความอึดอัดใจ)**
การมีสติในที่นี้ คือความสามารถในการนั่งอยู่กับความรู้สึกอึดอัดใจ ไม่ว่าจะในบทสนทนาที่ยากลำบากหรือสถานการณ์ที่กดดัน โดยไม่พยายามวิ่งหนี ละเลย หรือหาทางสะกดกลั้นอารมณ์ลบเหล่านั้นด้วยการกิน แอลกอฮอล์ หรือโหมงานหนัก
4. Curiosity (ตั้งคำถามด้วยความอยากรู้ แทนที่จะรีบปกป้องตัวเอง)**
เมื่อเจอคนมาติติงหรือให้ฟีดแบ็กที่ฟังดูโหดร้าย สัญชาตญาณเรามักจะรีบแก้ตัวหรือปกป้องตัวเองทันที แต่คนที่มีความฟิตทางใจจะใช้ ความอยากรู้อยากเห็น นำทาง แล้วถามกลับเบาๆ ว่า “ช่วยขยายความตรงนี้ให้ฟังหน่อยได้ไหม?” เพื่อรับฟังข้อมูลและมองปัญหาจากมุมมองอื่นอย่างรอบด้าน
5. Playfulness (การมีความขี้เล่นและพร้อมสนุกไปกับเส้นทาง)**
การเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้แปลว่าต้องเคร่งเครียดตลอดเวลา การฝึกเป็นคนขี้เล่น ความตลก และการพูดคำว่า “Yes, and…” (ตอบรับและต่อยอด) ในชีวิตประจำวันหรือในที่ทำงาน ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และลดความวิตกกังวลได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยยังพบว่าคนที่เล่นหรือสนุกสนานเป็นประจำจะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่ไม่ค่อยเล่นอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย
6. Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาเรียนรู้ใหม่)
คือความยืดหยุ่นที่ทำให้เราสามารถลุกขึ้นก้าวต่อไปข้างหน้า (Bounce Forward) หลังจากเจอความล้มเหลวหรือข้อผิดพลาด โดยมีความต้องการที่จะเติบโต มากกว่าความกลัวที่จะผิดพลาดหรือโดนวิพากษ์วิจารณ์
7. Communication (การสื่อสารความต้องการและขอบเขตอย่างชัดเจน)**
ความสามารถในการเรียบเรียงและพูดบอกความต้องการ ความรู้สึก หรือความคาดหวังของตัวเองให้คนรอบข้างเข้าใจอย่างตรงไปตรงมาและเหมาะสม โดยไม่ใช้อารมณ์ก้าวร้าวหรือเงียบประชดประชัน




