โรม แฉร่องรอยโกงสอบ ซัดทอดบุคคลระดับสูงกว่าอธิบดี นัดคุยอาจารย์-ส่งรายชื่อ เชื่อเส้นตาย 31 ส.ค.ตัดตอน

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)​ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ว่า วันนี้ กมธ.ได้ประเด็นค่อนข้างมาก เห็นถึงขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นที่ชัดเจนมากขึ้นว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ฝ่ายข้าราชการประจำเท่านั้น ซึ่งข้อมูลคำให้การของตัวแทนมหาวิทยาลัยบูรพา และผู้แทนจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) พูดตรงกันว่ามีความพยายามที่จะดำเนินการหลายครั้ง และพบกับบุคคลบางกลุ่ม เช่น ข้อมูลที่เราได้รับว่ามีบุคคลระดับสูงกว่าอธิบดี พยายามเข้าไปติดต่อพูดคุยกับมหาวิทยาลัยที่ชนะในโครงการที่สอบท้องถิ่น โดยบุคคลในระดับที่กล่าวถึงที่เรายังไม่ได้รับคำตอบว่าเป็นใคร แต่ต้องขอข้อมูลหลังบ้าน ซึ่งเป็นเอกสารอีกครั้ง โดยบุคคลระดับสูงดังกล่าวมีการนัดพูดคุยกับอาจารย์บางท่านเข้าไปคุยกันที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งเพื่อมีการขอกัน แต่ในรายละเอียดเรายังไม่ทราบว่าขออะไรบ้าง

นายรังสิมันต์กล่าวว่า ในส่วนของข้าราชการก็มีการขอกันของมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น หลังจากได้รับเป็นผู้ชนะการสอบมีการขอให้ซื้อรถยนต์ให้ หรือขอผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสิ่งของต่างๆ แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าเป็นมูลค่าตัวเลขเท่าไหร่ แต่มีการขออย่างแน่นอน อีกทั้งยังมีการส่งรายชื่อในระดับหลักร้อยให้มหาวิทยาลัยเพื่อให้ประกาศรายชื่อของผู้ที่สอบได้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเราได้รับการยืนยันจากมหาวิทยาลัยว่ามีการส่งรายชื่อให้จริง แต่ยังไม่ระบุว่าเป็นสถาบันไหน นอกจากนี้ อาจารย์ มศว ยังได้พบปะกับ ดร.วิน หรือนายอัศวิน โชติพนัง จริง ซึ่ง ดร.วินถูกส่งมาโดยอธิบดีท่านหนึ่ง ทำให้อาจารย์เข้าใจว่า ดร.วินเป็นบุคคลของกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) เนื่องจากรู้จักกับคนจำนวนมาก

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ส่วนรายละเอียดการพูดคุยนั้น ขออนุญาตไม่เปิดเผยตรงนี้ อีกทั้งยังมีการติดต่อประสานงานระหว่างนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กับอาจารย์บางท่านที่เกี่ยวพันกับการสอบท้องถิ่นด้วย เราจะติดตามข้อมูลรายละเอียดตรงนี้ต่อไป แต่นายทองเจือไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการสอบท้องถิ่นครั้งนี้เลย ปัจจุบันตามข้อมูลที่ตนได้รับเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า ข้อมูลของ สถ.จะเก็บในรูปของแฟลชไดรฟ์ ซึ่งตนสรุปได้เป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นคะแนนดิบ และส่วนที่เป็นการสแกนหน้ากระดาษคำตอบ โดยข้อมูลทั้งสองที่อยู่ในการครอบครองของ สถ.ไม่ตรงกัน แต่ข้อมูลที่เป็นการสแกนหน้ากระดาษของ สถ.ตรงกับข้อมูลที่อยู่ในการครอบครองของ มศว และบริษัทโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง ดังนั้น สิ่งที่เราสงสัยคือการแก้ผลคะแนนในแฟลชไดรฟ์ที่เป็นคะแนนดิบ และที่อยู่ในการครอบครองของ สถ.เกิดขึ้นโดยใคร โดย มศว ตั้งแต่การส่งมอบ หรือเป็นการแก้ของ สถ. เบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้

Advertisement

“ที่น่าแปลกใจคือ สถ.ไม่สนใจในการหาว่าการทุจริตที่เกิดขึ้นนั้นมีการดำเนินการโดยใครบ้าง สนใจเพียงแต่รายชื่อที่ประกาศไปถูกผิดเท่าไหร่ มีการปรับแก้คะแนนเท่าไหร่ แต่ไม่สนใจว่าโจรผู้ร้ายที่อยู่ในองค์กรตนเอง ใครเป็นคนทำ ไม่ได้นำข้อมูลไปตรวจเช็กกับหน่วยงานอื่น จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่า สถ.ไม่สนใจตามหาผู้กระทำความผิด” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม คณะทำงานของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำเรื่องนี้ เบื้องต้นมีการชี้มูลหลายบุคคลว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แต่ไม่ได้ตรวจสอบย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ยุคที่ทางมหาวิทยาลัยบูรพาได้งานในช่วงแรก รวมไปถึงนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และนายทองเจือก็ยังไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าดูเหมือนการตรวจสอบที่นำโดยนายปกรณ์จะจำกัดเฉพาะกรณี มศว ที่ได้งานเท่านั้น ทั้งที่ปัญหาการโกงครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่การเขี่ยมหาวิทยาบูรพาออกไป และจากที่เราเชิญผู้แทนของนายปกรณ์มาชี้แจงครั้งที่สอง ก็ดูเหมือนยังไม่มีความคืบหน้าในส่วนนี้ ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดที่ได้มีการส่งมอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไปแล้ว วันนี้เรายังไม่ได้รับข้อมูลชัดเจนว่านายกฯส่งข้อมูลนี้ไปให้สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วหรือไม่ ดังนั้น จึงอยู่ที่นายอนุทินว่าตกลงจะดำเนินการอย่างไร

“ภาพรวมทั้งหมดเราเริ่มเห็นถึงความเชื่อมโยงฝ่ายการเมืองว่าน่าจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้อย่างแน่นอน ในฐานะของประธานกรรมาธิการคงจะมีการติดตามเรื่องนี้ต่อไป แต่สิ่งที่อยากจะทราบคือจนถึงวันนี้ ป.ป.ช.ส่งหนังสือทั้งนายอนุทิน นายทรงศักดิ์ และนายทองเจือไปให้ข้อมูลปากคำบ้างแล้วหรือไม่ เหตุผลที่ทั้ง 3 บุคคลมีความสำคัญ เช่น นายทองเจือมีการติดต่อประสานงานพูดคุยกับ มศว น่าสงสัยว่ามีภารกิจเกี่ยวข้องอย่างไรกับงานนี้ ทำไมถึงไปประสานงาน” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า เนื่องจากจุดเปลี่ยนของเรื่องนี้ที่สำคัญมากมีการไปยกเลิกไม่ให้มหาวิทยาลัยบูรพาได้งาน หากไม่มีจุดนี้ ตนคิดว่าเรื่องการทุจริตคงจะไม่ถึงขนาดนี้ ดังนั้น เราอยากทราบว่าผลการประชุมของนายอนุทิน และการที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดี สถ. ที่อ้างถึง และนำไปสู่การยกเลิกมหาวิทยาลัยบูรพา ทำไมนายอนุทินจึงนิ่งดูดาย ทำไมจึงยังไม่มีหน่วยงานใดเรียกไปตรวจสอบ ทั้งที่เป็นจุดตั้งต้นที่ทำให้เรื่องราวของการสอบทุจริตกลายเป็นเงื่อนงำ เป็นมหากาพย์การโกงที่สำคัญของแผ่นดินไทย ซึ่งนายทรงศักดิ์ถือเป็นบุคคลที่เราให้ความสนใจอย่างมาก ว่าเขามีข้อมูลหรือความรู้อย่างไรบ้างเกี่ยวกับการทุจริตเรื่องนี้ เพราะตอนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อาจจะมีความคาบเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้อยู่ไม่มากก็น้อย

เมื่อถามถึงกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่าเรื่องนี้จะได้ข้อยุติภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ต้องถามกลับไปว่าตกลงวันที่ 31 สิงหาคมเป็นวันตัดตอนใช่หรือไม่ เพราะตอนนี้แค่ชุดทำงานคณะทำงานของนายปกรณ์ก็ยังไปไม่ถึงประเด็นมหาวิทยาลัยบูรพา ทั้งที่เป็นจุดเริ่มต้น หากไม่นำประเด็นนี้เข้ามาตนคิดว่าเป็นการตัดตอนชัดเจน

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า กมธ.ยินดีให้ความร่วมมือและแบ่งปันข้อมูล ทั้งผลการประชุม บันทึก ชวเลขต่างๆ โดยอาจารย์ที่มาชี้แจงให้ข้อมูลชัดเจนว่าสถาบันถูกกดดันอยู่ตลอดเวลา พูดถึงขนาดว่าผู้ใหญ่ไม่ชอบคนหัวแข็ง มีความพยายามกดดันทุกรูปแบบ คิดว่าเป็นการนวดเพื่อบังคับให้มหาวิทยาลัยให้ความร่วมมือกับการทุจริตนั้น ซึ่งการทุจริตครั้งนี้จะอาศัยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ แต่การนวดกันในลักษณะแบบนี้ส่งผลทำให้เราเชื่อว่าเป็นความพยายามในการทำกันเป็นขบวนการ มหาลัยที่หัวแข็งกลายเป็นว่าบางงานที่เขาควรได้รับก็ไม่ได้ แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นการกดดันที่เกิดขึ้น ผ่านคนในกระทรวงมหาดไทยทั้งสิ้น

“ดังนั้น ที่บอกว่าวันที่ 31 สิงหาคมนี้ทุกอย่างจะจบ ผมถามว่าจบด้วยข้อเท็จจริงอะไร เพราะมหาวิทยาลัยบูรพาชี้แจงว่าเพิ่งได้รับแจ้งจาก ป.ป.ช.ให้ไปให้ข้อมูล เนื่องจากเราได้เชิญมาให้ข้อมูล โดยมี ป.ป.ช.ร่วมรับฟัง ถึงได้เรียกเข้าไปให้ข้อมูล ดังนั้น คงเป็นการด่วนสรุปเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเรื่องนี้ต้องจบ ยังไม่นับรวมกับฝั่งสอบสวนกลางที่มีการออกหมายเรียก และแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลไม่กี่คน โดยข้อมูลเหล่านั้นก็ไม่ได้สอด-คล้องกับคณะทำงานของนายปกรณ์ ทุกวันนี้คอขวดสำคัญอยู่ที่นายกรัฐมนตรี ถ้าท่านไม่ส่งเรื่องให้ไปดำเนินการต่างๆ ทุกอย่างก็จะชัดเจนยิ่งกว่าการตัดตอน” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า ขณะนี้การตัดตอนมีอยู่ 2 ส่วน คือตัดไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง กับข้าราชการบางกลุ่มรอด บางกลุ่มซวย จึงต้องถามว่าวันที่ 31 สิงหาคมนี้จะตัดตอนให้ใครรอด ให้ใครซวยบ้าง ทาง กมธ.ขอประมวลผลก่อน วันนี้ข้อมูลที่เราได้รับค่อนข้างมาก และต้องรอดูว่าจะมีข้อมูลหลังบ้านมาเพิ่มหรือไม่ เพราะมีหลายส่วนเข้ามาร่วมประชุม ดังนั้น ความสะดวกใจในการแบ่งปันข้อมูลต่างๆ ยอมรับว่ายังมีน้อย ผู้ที่แจงบางท่านขอให้ข้อมูลกับตนต่อไป

เมื่อถามว่า จะมีการเชิญนายทองเจือมาให้ข้อมูลอีกหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า เรื่องจะเชิญใครมาชี้แจงต่อในอนาคต ยังไม่จำเป็นต้องพูดตอนนี้ รอหนังสือชัดเจนที่เป็นประโยชน์กว่านี้ แต่วันนี้เราได้ร่องรอยลายแทงที่ยืนยันว่านายทองเจือเข้าไปเกี่ยวข้อง อย่างน้อยที่สุดคือการปฏิสัมพันธ์ในเรื่องที่อาจไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง คำถามคือท่านไปเกี่ยวได้อย่างไร ไปยุ่งทำไม นี่เป็นสิ่งที่ที่ตนต้องดำเนินการ