Shenzhen Natural History Museum พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น แลนด์มาร์กใหม่ริมทะเลสาบ

ถ้าภาพจำของเซินเจิ้นคือเมืองแห่งเทคโนโลยี ตึกสูง และการพัฒนาอย่างรวดเร็ว Shenzhen Natural History Museum อาจทำให้เราได้เห็นอีกด้านของเมืองนี้ เพราะแทนที่จะสร้างแลนด์มาร์กที่พยายามโดดเด่นออกจากบริบทโดยรอบ พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่กลับเลือกทำตรงกันข้าม ด้วยการออกแบบอาคารให้ค่อยๆ หลอมรวมเข้าไปกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ Yanzi ในเขต Pingshan จนเส้นแบ่งระหว่างอาคาร สวน และธรรมชาติแทบกลายเป็นพื้นที่เดียวกัน

ประเด็นสำคัญ

 
 

ตอนนี้พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมแล้วเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีพื้นที่มากกว่า 100,000 ตารางเมตร และเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของจีน ภายในพาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจเรื่องราวของโลกตั้งแต่กำเนิดจักรวาล ธรณีวิทยา และวิวัฒนาการ ไปจนถึงไดโนเสาร์ มนุษย์ และระบบนิเวศ แต่สำหรับคนที่สนใจงานออกแบบ แค่ตัวอาคารก็น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอให้เดินทางมาที่นี่แล้ว

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 1

อาคารที่ตั้งใจให้เป็นส่วนหนึ่งของภูมิประเทศ

อาคารแห่งนี้เป็นผลงานร่วมกันของ 3XN, B+H Architects และ Zhubo Design จากแบบที่ชนะการแข่งขันออกแบบระดับนานาชาติในปี 2020 โดยโจทย์สำคัญไม่ใช่การสร้างอาคารรูปทรงหวือหวา แต่คือการทำให้พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่มากแห่งหนึ่งสามารถวางตัวอยู่ริมทะเลสาบได้โดยไม่รู้สึกแปลกแยกจากธรรมชาติ

Kim Herforth Nielsen ผู้ก่อตั้ง 3XN เคยอธิบายแนวคิดของโครงการไว้ว่า ในธรรมชาติแทบไม่มีอะไรเป็นกล่องสี่เหลี่ยมที่สมบูรณ์แบบ อาคารจึงถูกออกแบบด้วยเส้นโค้งและรูปทรงที่ไหลต่อเนื่องกัน คล้ายชั้นภูมิประเทศที่ค่อยๆ ยกตัวขึ้นจากพื้น ก่อนลดระดับกลับลงไปหาทะเลสาบ

ผิวอาคารกรุด้วย หินแกรนิตเซาะร่อง ซึ่งช่วยขับเส้นสายของอาคารให้ดูคล้ายชั้นหินที่ผ่านการกัดเซาะของน้ำและกาลเวลา ขณะที่ภายในประกอบด้วยโครงสร้างหลักทรงกรวย 5 ส่วน เชื่อมถึงกันผ่านเอเทรียมและทางเดินขนาดใหญ่ บรรยากาศจึงไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในอาคารสี่เหลี่ยมทั่วไป แต่คล้ายกำลังเคลื่อนผ่านภูมิประเทศหรือโพรงถ้ำขนาดใหญ่

อีกส่วนที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจกว่าการเป็นเพียง ‘พิพิธภัณฑ์’ คือ หลังคาที่เดินขึ้นไปได้จริง พื้นผิวอาคารค่อยๆ ลาดขึ้นเป็นทางเดิน เฉลียง และพื้นที่สีเขียว ก่อนเชื่อมโยงเข้ากับภูมิทัศน์โดยรอบ กลายเป็น rooftop park ที่เปิดมุมมองออกไปยังทะเลสาบ

แนวคิดนี้ทำให้หลังคาไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม แต่กลายเป็นพื้นที่สาธารณะของเมืองด้วย ต่อให้ไม่ได้ตั้งใจเข้าชมนิทรรศการ ผู้คนก็ยังสามารถมาเดินเล่น นั่งพัก หรือมองทะเลสาบจากด้านบนของพิพิธภัณฑ์ได้

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 2

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 3

ถ้าตัวอาคารเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับภูมิประเทศ สิ่งที่อยู่ข้างในก็ขยายเรื่องราวนั้นให้ไกลขึ้นไปถึงประวัติศาสตร์กว่า 4.6 พันล้านปีของโลก

นิทรรศการถาวรแบ่งออกเป็น 8 โซนหลัก ได้แก่ Cosmos, Earth, Evolution, Dinosaur, Human, Biology, Ecology และ Homeland ไล่ตั้งแต่กำเนิดจักรวาลและโลก การเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการของมนุษย์ ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับระบบนิเวศในปัจจุบัน

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 4

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 5

พิพิธภัณฑ์รวบรวมตัวอย่างทางธรรมชาติกว่า 7,461 ชิ้น พร้อมหุ่นจำลองและสื่อจัดแสดงอีกหลายร้อยรายการ โดยหนึ่งในหมวดที่น่าสนใจคือบรรพชีวินวิทยา ซึ่งมีทั้งฟอสซิลพืชดอกโบราณ Archaefructus ฟอสซิลไดโนเสาร์มีขน Anchiornis รวมถึงฟอสซิลจากพื้นที่กวางตุ้งและเจียงซี

นอกจากการจัดแสดงแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาที่เราคุ้นเคย ที่นี่ยังเปิดให้ผู้ชมเห็นกระบวนการทำงานเบื้องหลัง ผ่านห้องปฏิบัติการซ่อมแซมฟอสซิลที่มองเข้าไปเห็นนักวิจัยกำลังทำความสะอาด ศึกษา และอนุรักษ์ตัวอย่างจริง ทำให้เรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ไม่ได้จบอยู่แค่วัตถุที่ตั้งอยู่หลังตู้กระจก แต่พาไปเห็นว่ากว่าฟอสซิลหนึ่งชิ้นจะกลายมาเป็นองค์ความรู้ให้เราได้ศึกษา ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 6

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 7

ภาพมุมกว้างของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซินเจิ้น อาคารรูปทรงโค้งมนกลมกลืนกับภูมิประเทศริมทะเลสาบ 8

สิ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑ์นี้น่าสนใจสำหรับเรา อาจไม่ใช่แค่ความใหญ่หรือรูปทรงของอาคาร แต่คือวิธีคิดที่มองพิพิธภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในเมือง

แทนที่จะมีเส้นแบ่งชัดเจนว่าเมื่อเดินผ่านประตูจึงจะเข้าสู่ ‘พิพิธภัณฑ์’ สถาปนิกกลับขยายพื้นที่การเรียนรู้ออกไปตั้งแต่ภูมิทัศน์รอบอาคาร ทางเดิน ไปจนถึงสวนบนหลังคา ทำให้คนสามารถเข้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้ได้หลายแบบ จะมาดูไดโนเสาร์ ใช้เวลาหลายชั่วโมงกับนิทรรศการ หรือเพียงเดินขึ้นไปชมวิวทะเลสาบก็ได้

สำหรับเซินเจิ้น นี่จึงไม่ใช่เพียงมิวเซียมใหม่อีกแห่ง แต่เป็นตัวอย่างของแลนด์มาร์กยุคใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องพยายามแย่งความสนใจจากธรรมชาติ เพราะบางครั้งสถาปัตยกรรมที่น่าจดจำที่สุด อาจเป็นสถาปัตยกรรมที่รู้ว่าจะวางตัวอยู่กับภูมิประเทศอย่างไร

ภาพ: Shenzhen Natural History Museum