
‘สุรศักดิ์-ภราดร’ ถกกลุ่มจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา เตรียม 6 แผนรับมืออุทกภัย-ภัยแล้ง ประเมินจุดเสี่ยง พัฒนาระบบเตือนภัย ดูแลภาคเกษตร-ประชาชน
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานอนุกรรมการ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ครั้งที่ 1/2569 ที่สำนักงานชลประทานที่ 12 อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ควบคู่ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมี ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาฯ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการและผู้แทนจาก 8 จังหวัดภาคกลางและกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ แยกตามกลุ่มลุ่มน้ำเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการน้ำอย่างครอบคลุม ทั้งการป้องกัน การรับมือ การเยียวยา และการฟื้นฟู ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570
ซึ่งตนได้มีการเน้นย้ำความสำคัญของการเตรียมความพร้อมเพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมมอบ 6 ข้อสั่งการสำคัญ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติโดยเร่งด่วน ดังนี้
“1.จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย (Risk Map) และระบบเตือนภัย: มอบหมาย GISTDA ร่วมกับ สทนช., กรมอุตุนิยมวิทยา,กรมชลประทาน และ ปภ. เร่งจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อประเมินจุดเสี่ยงแบบ Real-time นำข้อมูลระดับจังหวัดไปใช้วางแผนแก้ปัญหาให้ตรงจุด พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- จัดทำ Checklist และแผนเผชิญเหตุสำหรับผู้ว่าฯ: มอบหมาย สทนช. และ ปภ. จัดทำ Checklist การปฏิบัติงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้ติดตามการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย เช่น การตรวจประตูระบายน้ำ คันกั้นน้ำ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ กำจัดวัชพืช และการบริหารจัดการน้ำเค็มลุกลาม ให้ครอบคลุมทุกระยะ (ก่อน เกิด และหลังเกิดภัย)
3.จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด: ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งศูนย์บัญชาการฯ ร่วมกับทหาร ตำรวจ พลเรือน และ อปท. โดยเน้นย้ำให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก และให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้เพียงพอ“
นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 4.ความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข ให้โรงพยาบาลและ รพ.สต. ในพื้นที่ จัดเตรียมยา เวชภัณฑ์ และบุคลากรทางการแพทย์ ให้พร้อมดูแลประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง 5.วางแผนการเกษตรและการบริหารน้ำ: ให้กรมชลประทานและกรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดแผนการทำนาปรังให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุนปี 2569 โดยไม่ให้กระทบต่อการใช้น้ำกิจกรรมอื่นในปี 2570 (ทั้งการเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการรักษาระบบนิเวศ)
พร้อมเน้นย้ำการหาแนวทางกระจายน้ำลงพื้นที่เกษตรเพื่อตัดยอดน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของบ้านเรือนริมแม่น้ำ และ 6. เร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาและนำเทคโนโลยีมาช่วย: กรณีเกิดภัย ให้ทุกจังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและจ่ายเงินเยียวยาอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม โดยเน้นนำเทคโนโลยี ภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA มาใช้ยืนยันความเสียหายเพื่อลดขั้นตอนเอกสารและเพิ่มความรวดเร็วในการช่วยเหลือ
สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมพิจารณาข้อมูลสถานการณ์น้ำจาก สทนช. แนวทางการสนับสนุนทรัพยากรจาก ปภ. ตลอดจนการนำเสนอพื้นที่เสี่ยงและความต้องการจากผู้แทน 8 จังหวัด (สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, สระบุรี, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ) และกรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป




