ปกรณ์ เล็งปรับปรุง-พัฒนากฎหมาย 6 มิติ ภาษี-งบ-สาธารณสุข หลังแก้ระบบราชการ


24 ส.ค. 2569 | 06:36น.
ปกรณ์ เล็งปรับปรุง-พัฒนากฎหมาย 6 มิติ หลังลุยรูประบบระบบราชการ

ปกรณ์ ร่ายยาวแจง ‘กูรูดีแต่พูด’ ติงปมปฏิรูประบบราชการไทย ชี้นาทีนี้ต้องทำจริง-ไม่ใช่มัวศึกษาหรือตั้ง คกก. ยันปรับปรุงเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ เล็งลุยพัฒนาต่อ 6 เรื่อง ภาษี-งบ-สาธารณสุข-คุณภาพชีวิต-การศึกษา-สิ่งแวดล้อม

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นชี้แจงและแจ้งความคืบหน้าถึงแนวการดำเนินการปฏิรูประบบราชการ ว่า ระบบราชการไทย พอมีข่าวรัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการ ชาวบ้านร้านช่องและพ่อค้าวานิชต่างส่งเสียงสนับสนุนเซ็งแซ่ ว่าควรจะทำเสียนานแล้วทำไมพึ่งมาทำเอาตอนนี้ แต่ก็ก็ยังดีที่เริ่มทำ

รองนายกฯ ยอมรับว่า จริง เรื่องนี้ควรจะทำมาเสียตั้งนานแล้ว แต่เหตุผลที่ไม่ทำจริงจังนั้น ถ้าพูดตรง ๆ ก็คือ “กลัวเสียคะแนนนิยม” ทางการเมือง   เกือบทั้งหมด ”ดีแต่พูด“ ว่าจะปฏิรูประบบราชการ แต่สิ่งที่ได้คือการตั้งคณะกรรมการ ตั้งคณะทำงานเต็มไปหมด  เสียเบี้ยประชุมบานตะไท เปลี่ยนรัฐบาลทีก็ทำแบบนี้กันที วนลูปซ้ำไปซ้ำมาเหมือนกงกรรมกงเกวียน ไม่เดินสักที 

ต้องลงมือทำกันจริง-ไม่ใช่มัวศึกษา วิธีหลุดพ้นจากวัฏสงสาร

ส่วนจะหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ยังไง นายปกรณ์ ระบุว่า นอกจากนี้ที่ผ่านมาก็ดำเนินการจ้างศึกษาวิจัยเต็มไปหมด ซ้ำไปซ้ำมา แล้วก็มีการจ้างสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่ไม่เคยทำราชการมาวางแผนยุทธศาสตร์ วางแผนการปฏิรูประบบราชการ แล้วจะรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงไหม

ไปดูตามห้องสมุดต่าง ๆ เต็มไปหมด งานวิจัยที่ฝุ่นจับเพียบ เสียค่าจ้างวิจัยไปรวมแล้วไม่รู้เท่าไหร่  คนรับจ้างวิจัยได้ค่าจ้าง แต่จำนวนข้าราชการและพนักงานของรัฐเพิ่มมากขึ้นในทุกปี ค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นงบประจำก็เพิ่มมากขึ้นทุกปี จนบางหน่วยดูจะมีผู้บริหารมากกว่าผู้ปฏิบัติเสียอีก

จนมาในปีนี้ รัฐบาลเห็นว่าเราจะไปต่ออย่างเดิมอีกไม่ได้แล้ว ต้องลงมือทำกันจริง ๆ แล้ว จึงมอบหมายให้ตนร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบ ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ไม่ต้องวิจงวิจัยมันแล้วของเก่าเพียบ ไปงัดเอาของเก่ามาใช้ไม่ต้องเสียเงินจ้างใหม่ ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการ ไม่ต้องตั้งคณะทำงาน ให้เปลืองเบี้ยประชุมเป็นภาระงบประมาณ เอาให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดพอ ยิ่งช้าบ้านเมืองยิ่งเสียหาย

4 แผนชัด ไม่ได้ทำเลอะเทอะ

รองนายกฯ ระบุว่า พอเราเริ่มขยับกัน ทุกอย่างก็เริ่มกลับมาสู่จุดเดิม กูรู้ทั้งหลายต่างออกมาบอกว่าเป็นการคิดการทำแบบเปะปะ ไม่มีแผนยุทธศาสตร์ ไม่มีแผนการทำงานที่ชัดเจน มันต้องเริ่มกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง ฯลฯ บางท่านบางสื่อก็ ”ไปไกล“ ถึงขนาดว่าจะลดจำนวนข้าราชการเพื่อที่จะเอาไปเป็นพนักงานจ้างหรือ outsourcing แทนเพื่อจะได้กินหัวคิวกันตอนเขียน TOR !!!!!

อันหลังเนี่ยะงงมาก ไม่รู้ว่าใช้สมองส่วนไหนคิด สันนิษฐานว่าคงมีพื้นฐานการทำแบบนี้มากก่อน เลยชำนาญ คิดว่าคนอื่นคงจะเป็นเหมือนตัวเองประมาณนั้น

จริง ๆ กูรู้ทั้งหลายท่านไม่ต้องออกมาบอกหรอกครับว่าจะต้องมีแผน มียุทธศาสตร์ มีวิจัยรองรับ พวกท่านทำไว้ทั้งหมดแล้ว ทำมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ได้เอามาปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังเสียที คราวนี้ที่ทำก็เอาผลงานต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านั้นทำขึ้นนั่นแหละ มาเป็นฐานในการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็น

(1) การลดไขมันส่วนเกิน 

(2) การ reprocessing กระบวนการทำงานของทุกหน่วยงาน 

(3) การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานและในการให้บริการสาธารณะ

และ (4) การลดภาระงานที่ไม่ใช่ภารกิจของรัฐโดยแท้ ให้เอกชนเขาทำไป 

นายปกรณ์ ระบุว่า จะบอกว่าเราไม่ได้ทำเลอะเทอะหรอก ก็หลักการที่ท่านพูดมาหลายปีนั่นแหละคือสิ่งที่ผมเอามาทำในวันนี้ ท่านจึงไม่ต้องพูดซ้ำ ๆ ก็ได้ คนเขาจะรำคาญเอาเพราะมีอำนาจหน้าที่ที่ต้องทำเรื่องนี้มาคนละหลายวาระหลายโอกาส แต่ไม่ลงมือทำเสียที จนกระทั่งบ้านเมืองจะแย่อยู่แล้ว ขืนผมบ้าจี้ศึกษาวิจัยอีก ตั้งคณะกรรมการอีก ตั้งคณะทำงานอีก กว่าจะได้เริ่มทำงานก็คงชาติหน้าตอนบ่าย ๆ เหมือนที่ท่าน ๆ ทำกันมานั่นแหละ แล้วเราจะตามใครทันล่ะ

ผมว่าข้อเสนอแนะที่ดี ไม่ควรเริ่มต้นจากว่าต้องวางแผนวางยุทธศาสตร์ก่อน เพราะมันทำมานมนานตั้งแต่สมัยหลาย 10 ปีมาแล้ว ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาทำไว้เต็มไปหมด นาทีนี้คือนาทีลงมือปฏิบัติจริงให้เกิดผลไม่ใช่มัวแต่นั่งศึกษาอยู่อีก มันจะยิ่งทอดเวลาออกไปอีก ปัญหามันหมักหมมมานานก็เพราะ ”ดีแต่พูด“ หรือ ”เก่งแต่ติ“ นี่แหละ

ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อจะบอกว่า การวางแผนเมื่อวางแล้วจะต้องมีการลงมือปฏิบัติด้วย ไม่ใช่ใช้การวางแผน การวางยุทธศาสตร์ การตั้งคณะกรรมการอะไรต่าง ๆ มาถ่วงเวลาเพื่อที่จะได้เป็นข้ออ้างว่าทำแล้ว หากแฝงไว้ด้วยความกลัวว่าจะเสียคะแนนนิยม จึง  ไม่ได้ลงมือทำเหมือนอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในอดีต 

เริ่มแล้ว ไม่ใช่ดีแต่พูด

นายปกรณ์ ระบุว่า วันนี้ผมว่าคนไทยตระหนักดีแล้วว่าการ ”ดีแต่พูด“ มันส่งผลเสียอย่างไร และคนไทยวันนี้ต้องการเห็นการลงมือแก้ไข ไม่ใช่เอาแต่พูดหลักการหรู ๆ ที่ฟังไม่รู้เรื่องออกสื่อ เขาต้องการเห็นผลผลิตและผลลัพธ์ที่ ”จับต้องได้“ ครับ  ไม่ใช่แค่วาทะกรรมหรู พูดแล้วดูฉลาด แต่ไม่ลงมือทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน

ถ้าทำกันตั้งแต่หลายปีก่อนอย่างที่วางแผน วางยุทธศาสตร์หรู ๆ ไว้ วันนี้ผมคงไม่ต้องมาทำเรื่องนี้หรอก

ส่วนการชักใบให้เรือเสียโดยชวนเชื่อว่า การปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการดังที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นช่องทางอันแยบยลที่จะไปโกงไปกินค่าหัวคิวอะไรกันอีก แนวนี้ผมว่าไม่สร้างสรรค์และไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ รวมทั้งเป็นการสร้างความแตกแยกความเกลียดชังต่าง ๆ ขึ้นมาอีก

เทคนิคนี้อาจใช้ได้เมื่อ 10-20 ปีที่ผ่านมา แต่ผมว่ามันเก่าเกินไปแล้วที่จะนำมาใช้ในยุคปัจจุบัน วันนี้เราก็อุตส่าห์มีกฎหมายเสริมสร้างสังคมสันติสุขซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันนี้และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป (24 สค 69)  ถ้าไม่เรียนรู้กันเลยว่าการเอาแต่มุ่งชนะคะคานกันทางการเมืองโดยไม่สนใจบ้านเมืองมันทำให้บ้านเราล้าหลังกว่าคนอื่นเขา มันก็แย่ อายุก็มากกันแล้วนะครับ ผมก็ขาวโพลนหรือร่วงกันหมดแล้ว

นายปกรณ์ ระบุว่า ผมว่าคิดอะไรที่มันเป็นบุญกุศลกันบ้าง จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติส่วนรวมและพี่น้องประชาชนมากกว่าการเอาใส่ร้ายป้ายสีใครต่อใครไปวัน ๆ 

แอบบอกตามตรงนะ ส่วนผมไม่ชอบคำว่าปฏิรูประบบราชการ เพราะภาพจำของการปฏิรูประบบราชการคือความล้มเหลว พูดกันมาหลายสิบปีแล้วยังวนที่เดิม จะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ มันเหมือนกับคำว่ากิโยตินกฎหมายนั่นแหละครับ กิโยตินไม่ได้เสียที แบบเดียวกันเลย

เป้าหมายที่แท้จริงของกิโยตินกฎหมาย มันคือการพัฒนากฎหมายให้ทันยุคทันสมัย เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิต (wellbeing) ที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ (better life) การกิโยตินหรือการยกเลิกหรือตัดกฎหมายทิ้งเป็นเพียง ”วิธีการ“ หนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมาย  และเพราะมัวแต่สนใจวิธีการ เลยไม่เข้าใจว่าเป้าหมายคืออะไร มันจึงทำอะไรไม่ได้เสียที ถ้าเข้าใจว่าเป็นการพัฒนากฎหมายให้ทันยุคทันสมัย เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (better regulation for better life) จะได้เดินกันถูกทาง 

ซึ่งตามนี้รัฐบาลร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร) กำลังทำเรื่องอยู่อย่างเข้มข้นและใกล้ชิด ตอนนี้นำหลักการของกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและต่อการดำรงชีวิตของประชาชนออกรับฟังความคิดเห็นแล้ว 10 กว่าเรื่องโดยทุกท่านสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่ระบบกลางทางกฎหมาย  หลังจากนี้ ก็จะนำหลักการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินงานต่อไป ไม่รอใครแล้ว

นายปกรณ์ ระบุว่า กลับมาเรื่องปฏิรูประบบราชการ ยืนยันครับว่าสำหรับผมมันคือ “การปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ” ยุทธศาสตร์มีแล้ว แผนมีแล้ว คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ ไม่จำเป็นต้องตั้งให้เปลืองงบประมาณ มี กพ มีเลขาธิการ กพ มีสำนักงาน กพ มี กพร มีเลขาธิการ กพร มีสำนักงาน กพร ก็พอแล้ว ยังมีสำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ กฤษฎีกา และกรมบัญชีกลางมาช่วยกันอีก พอแล้วครับ

คิวต่อไปพัฒนาประสิทธิภาพ-พัฒนากฎหมาย 6 มิติ

เรื่องอื่นนอกจากการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ และการพัฒนากฎหมาย ที่คิดว่าต้องทำไปพร้อมกันคือ 

(1) การพัฒนาระบบภาษี 

(2) การพัฒนาระบบงบประมาณ 

(3) การพัฒนาคุณภาพและความมั่นคงในชีวิต 

(4) การพัฒนาระบบสาธารณสุข 

(5) การพัฒนาคุณภาพการศึกษา และ 

(6) การพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

นายปกรณ์ ระบุว่า ตอนนี้ต้องลงมือปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ และการพัฒนากฎหมายไปแล้ว ส่วนอีก 6 กำลังเริ่ม คืบหน้าอย่างไรจะมาเล่าให้ฟังต่อ