สัมภาษณ์ ‘เอก-พูลเพิ่ม’ DKSH เลือก ‘เชียงใหม่’ เป็นศูนย์กระจายเครื่องมือแพทย์ เพราะเคสผ่าตัดเยอะ เป็นฮับให้เมืองข้างเคียงได้

กว่าของหนึ่งชิ้นจะส่งไปถึงมือลูกค้า เบื้องหลังมีหลายเรื่องที่ต้องจัดการในซัพพลายเชน ทั้งเวลา ต้นทุน และประสบการณ์ของลูกค้า

แต่ถ้าเป็น ‘เครื่องมือแพทย์’ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัด เรื่อง ‘เวลา’ นั้นสำคัญมาก เพราะสินค้าบางชิ้นต้องพร้อมใช้เมื่อโรงพยาบาลมีเคส

นี่เป็นหนึ่งในโจทย์ที่ ‘DKSH ประเทศไทย’ กำลังพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเชนด้านสุขภาพ เพื่อให้ส่งเครื่องมือแพทย์ไปถึงโรงพยาบาลได้เร็วขึ้น โดยเริ่มจากการทำ ‘Satellite Distribution Center’ หรือศูนย์กระจายสินค้าขนาดเล็กในภูมิภาคที่จังหวัดเชียงใหม่

Brand Inside คุยกับ ‘เอก-พูลเพิ่ม จารุพงศา’ ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการจัดการศูนย์กระจายสินค้า DKSH ประเทศไทย ถึงแนวคิดเบื้องหลัง ตั้งแต่การทำ Satellite Distribution Center การเปลี่ยนบทบาทจากผู้จัดจำหน่ายมาเป็นผู้ช่วยขยายตลาด รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี

เลือก ‘เชียงใหม่’ เป็นศูนย์กระจายขนาดเล็ก เพราะเป็นเมืองใหญ่ที่มีศักยภาพ-เคสผ่าตัดเยอะ

‘เอก’ เล่าว่า เครือข่ายคลังสินค้าด้านสุขภาพของ DKSH มีคลังหลัก 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าคลังศรีเพชร (SPDC) ศูนย์กระจายสินค้าเครื่องมือแพทย์ (MDDC) และศูนย์กระจายสินค้าศรีวรินทร์ (SVDC)

โดย SPDC และ SVDC เน้นสินค้ากลุ่มยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ส่วน MDDC ที่พระราม 3 ดูแลเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะอุปกรณ์สำหรับการผ่าตัด สำหรับสินค้ากลุ่มนี้ ‘ความเร็ว’ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางครั้งคำสั่งซื้อไม่ได้เกิดจากการเติมสินค้าเข้าสต๊อก แต่เป็นเพราะโรงพยาบาลกำลังจะมีเคสผ่าตัด

ในกรุงเทพมหานคร ‘เอก’ บอกว่า DKSH สามารถจัดส่งเครื่องมือแพทย์ภายใน 5 ชั่วโมง โดยเริ่มนับเวลาตั้งแต่ศูนย์กระจายสินค้าได้รับออเดอร์หรือแจ้งเคสผ่าตัด ส่วนขั้นตอนภายในคลังใช้เวลาประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมง

แต่เมื่อปลายทางอยู่ต่างจังหวัด ระยะทางจากกรุงเทพมหานครก็กลายเป็นข้อจำกัดทันที เดิม DKSH มี cross-dock หรือจุดกระจายสินค้าในภูมิภาคทั้งหมด 9 จุด ทำหน้าที่รับสินค้าจากคลังกลาง แล้วคัดแยกส่งต่อไปยังจังหวัดต่างๆ โดยภาคเหนือมี 3 แห่ง ภาคอีสาน 4 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง

DKSH จึงมองว่า ถ้าจุดเหล่านี้สามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าแค่คัดแยกสินค้า ก็จะช่วยลดเวลาขนส่งลงได้ จึงเลือก ‘เชียงใหม่’ เป็นพื้นที่แรกในการเปลี่ยน cross-dock ให้กลายเป็น Satellite Distribution Center

‘เอก’ อธิบายว่า สาเหตุที่เลือกเชียงใหม่เป็นพื้นที่แรก เพราะเป็นเมืองใหญ่ที่มีศักยภาพ และมีเคสผ่าตัดค่อนข้างมาก เมื่อมีสินค้าเก็บไว้ที่นี่ โรงพยาบาลก็ไม่ต้องรอของจากกรุงเทพมหานครทุกครั้ง แต่สามารถรับสินค้าจากศูนย์กลางในเชียงใหม่ได้ภายในประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลาครึ่งวันถึง 1 วัน

อีกเรื่องที่ Satellite Distribution Center ช่วยได้ คือการลดการสำรองสต๊อกตามโรงพยาบาล ‘เอก’ ยกตัวอย่างว่า หากโรงพยาบาลมีเคสหัตถการหัวใจวันละ 10 เคส ก็อาจต้องเก็บอุปกรณ์ไว้ 20 กล่อง เพราะต้องเผื่อเวลาที่ใช้ขนส่งจากกรุงเทพมหานคร และถ้ามีหลายโรงพยาบาล เจ้าของสินค้าก็ต้องนำสินค้าไปวางสำรองไว้หลายจุด

แต่เมื่อมีศูนย์กลางที่เชียงใหม่ สินค้าสำรองเหล่านั้นก็สามารถนำมารวมไว้ที่เดียว แล้วค่อยส่งไปโรงพยาบาลเมื่อมีเคส

จากผู้จัดจำหน่าย สู่ผู้ให้บริการขยายตลาด

หลายคนอาจยังมอง DKSH ในฐานะผู้จัดจำหน่ายสินค้า แต่ในมุมของ ‘เอก’ DKSH ใช้คำว่า ‘Market Expansion Service’ หรือบริการขยายตลาด เพราะบริษัทสามารถช่วยเจ้าของสินค้าตั้งแต่ก่อนนำสินค้าเข้ามาทำตลาดในไทย โดยขอบเขตบริการครอบคลุมตั้งแต่การตลาดและการขาย การกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ ไปจนถึงบริการหลังการขาย

หากบริษัทต่างประเทศมีสินค้าเพื่อสุขภาพ แต่ยังไม่มีทีมงานหรือโครงสร้างพื้นฐานในไทย DKSH สามารถสามารถดูแลตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสินค้าและติดต่อ อย. การนำเข้าและจัดเก็บสินค้า ไปจนถึงทีมขาย

‘เอก’ เปรียบเทียบว่า DKSH เป็น ‘สะพาน’ ระหว่างเจ้าของสินค้า โรงพยาบาล และผู้ป่วย เพราะหน้าที่ของ DKSH คือการทำให้แต่ละฝ่ายเชื่อมต่อกันได้ดีขึ้น เมื่อเครือข่ายตั้งแต่คลังกลางไปจนถึงพื้นที่ปลายทางทำงานได้ดีขึ้น เจ้าของสินค้าก็มีทางเลือกในการจัดการสต๊อกมากขึ้น ขณะที่โรงพยาบาลก็เข้าถึงสินค้าได้เร็วขึ้น

การลงทุนในคลังสินค้าของ DKSH จึงไม่ได้มีแค่เรื่องเพิ่มพื้นที่ แต่ต้องทำให้พื้นที่ที่มีอยู่ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย หนึ่งในเทคโนโลยีที่นำมาใช้คือ AI ซึ่งช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในคลัง เช่น สินค้าที่เคลื่อนไหวน้อย หรือสินค้าที่ถูกหยิบบ่อย

‘เอก’ ยกตัวอย่างว่า หากมีสินค้ากลุ่มหนึ่งที่มีออเดอร์เข้ามาจำนวนมาก แต่ถูกวางกระจายกันคนละจุด พนักงานก็ต้องเดินไปมาเพื่อหยิบสินค้า หากนำข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์และจัดวางสินค้าเหล่านี้ให้อยู่ใกล้กัน ก็จะลดเวลาในการหยิบและเติมสินค้าได้

นอกจาก AI แล้ว DKSH กำลังเตรียมเปิดคลังเครื่องมือแพทย์แห่งใหม่ในปีหน้า ซึ่งจะใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาช่วยทำงาน จากเดิมที่พนักงานต้องเดินไปหาสินค้าตามชั้นวาง ระบบใหม่จะให้หุ่นยนต์นำกล่องสินค้ามาหาพนักงานแทน ช่วยลดระยะทางที่พนักงานต้องเดิน และยังใช้พื้นที่แนวตั้งได้มากขึ้น เพราะหุ่นยนต์สามารถขึ้นไปหยิบสินค้าในระดับความสูง 10-12 เมตรได้

ความเฉพาะทางของโลจิสติกส์เครื่องมือแพทย์

สำหรับ ‘เครื่องมือแพทย์’ มีความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ในการผ่าตัด เพราะนอกจากต้องส่งให้เร็วแล้ว ยังต้องส่งให้ถูกต้องด้วย

เหตุผลหนึ่งคือ แพทย์อาจไม่รู้ขนาดอุปกรณ์ที่จะใช้ได้แน่นอนตั้งแต่ก่อนผ่าตัด แม้จะดูจากฟิล์มเอกซเรย์แล้ว แต่หากเกิดความซับซ้อนระหว่างการทำเคส ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์อีกขนาดหนึ่ง

‘เอก’ บอกว่า หนึ่งเคสต้องเตรียมอุปกรณ์หลายขนาดเผื่อไว้ บางเคสอาจต้องเตรียม 10-20 ชิ้น และหลายเคสต้องเตรียมมากกว่า 30 ชิ้น

เมื่อมีสินค้าจำนวนมาก การตรวจสอบความถูกต้องจึงสำคัญ เดิมพนักงานต้องหยิบและตรวจทีละชิ้น แต่ปัจจุบัน DKSH ใช้บาร์โค้ดและ RFID เข้ามาช่วยตรวจสอบสินค้า

หลังหยิบสินค้าเสร็จ สินค้าทั้งหมดสามารถผ่าน RFID Tunnel เพื่อตรวจสอบพร้อมกันว่าตรงกับรายการที่ต้องส่งหรือไม่ จากเดิมที่ต้องตรวจทีละชิ้น จึงช่วยลดเวลา และลดโอกาสผิดพลาดจากการหยิบหรือกรอกข้อมูล

แต่สำหรับ ‘เอก’ สิ่งที่สำคัญที่สุดยังเป็น ‘คุณภาพ’ เพราะอุปกรณ์สำหรับการผ่าตัดเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้ป่วยโดยตรง เขาจึงย้ำกับทีมงานว่า ออเดอร์ที่กำลังจัดการอยู่ทุกวันอาจเป็นของคนที่รู้จักหรือคนในครอบครัวของใครสักคนก็ได้ การทำงานจึงต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้องของสินค้าเป็นอันดับแรก

สิ่งสำคัญของซัพพลายเชน คือการทำให้เครือข่ายทำงานต่อกันได้ดีขึ้น

เมื่อถามถึงความสำเร็จของการบริหารศูนย์กระจายสินค้า ‘เอก’ มองว่ามี 3 เรื่องที่ต้องรักษาสมดุลคือ ความเร็ว ต้นทุน และคุณภาพ

‘เอก’ มองว่าไม่มีเรื่องไหนสำคัญที่สุดตลอดเวลา แต่ต้องดูตามสถานการณ์ โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์สำหรับการผ่าตัด ซึ่งคุณภาพต้องมาก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้ป่วย

หลักคิดเดียวกันยังใช้กับการบริหารทีม โดยต้องมองทั้งคน คุณภาพ และต้นทุนไปพร้อมกัน

เทคโนโลยีจึงไม่ควรถูกมองว่าเข้ามาแทนคน แต่ต้องช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น ขณะที่การลงทุนในเทคโนโลยีหรือวิธีการใหม่ๆ ก็ต้องตอบให้ได้ว่าจะช่วยให้ธุรกิจทำงานดีขึ้น หรือทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงสินค้าได้เร็วขึ้นอย่างไร

สำหรับ DKSH การพัฒนาซัพพลายเชนด้านสุขภาพจึงไม่ได้จบที่การสร้างคลังให้ใหญ่ขึ้นหรือส่งสินค้าให้เร็วขึ้น แต่คือการทำให้เครือข่ายตั้งแต่เจ้าของสินค้าไปจนถึงปลายทางทำงานต่อกันได้ดีขึ้น

ที่มา: สัมภาษณ์พิเศษ เอก-พูลเพิ่ม จารุพงศา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา