เวทีผู้นำฝ่ายค้าน 100 วันเปิดโปง “ระบอบน้ำเงิน” ชี้ ฮั้ว สว.จุดเริ่มกินรวบประเทศ


29 ส.ค. 2569 | 10:32น.
เวทีผู้นำฝ่ายค้าน 100 วันเปิดโปง “ระบอบน้ำเงิน” ชี้ ฮั้ว สว.จุดเริ่มกินรวบประเทศ

‘เท้ง’ เปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ครบ 100 วันเปิดโปง “ระบอบน้ำเงิน” ชี้ ฮั้ว สว.จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ จี้ กกต.ส่งสำนวนคดีไปศาลฎีกา ‘อภิสิทธิ์’ ยอมรับ​ กังวลสภาพการเมืองปัจุบัน​ เชื่อไม่มีใครยอมปล่อยบ้านเมืองอยู่บนความไม่ถูกต้อง​

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำ​ฝ่ายค้าน​ใน​สภาผู้แทนราษฎร​ กล่าวเปิดเวทีเสวนาผู้นำฝ่ายค้าน ในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ว่า อาจมีความฉุกละหุก​เล็กน้อย ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนสถานที่ สิ่งที่สำคัญวันนี้ตามหัวข้อเลย “วิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทยของพี่น้องประชาชน” ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับการถ่วงดุลตรวจสอบ หากพูดกันชัดๆ คือ การตรวจสอบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า จริงๆแล้วไม่ได้ตั้งใจ จัดเวทีนี้ให้ตรงกับครบรอบ 100 วัน กับการที่ตนได้ออกมาชี้ให้สังคมเห็นถึง”ระบอบสีน้ำเงิน” วันนี้ครบ 100 วันพอดี ที่ตนเองออกมาโพสต์สื่อสาร อยากจะบอกประชาชน ว่า คำว่า ระบอบสีน้ำเงิน ที่ตัวตนเองออกมาสื่อสาร คำนิยามที่สั้นที่สุดคือ “ระบอบสีน้ำเงิน ก็เหมือนตัวระบอบอำนาจนิยม ที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย”

เพราะระบอบประชาธิปไตย คือระบอบที่ต้องการการถ่วงดุลตรวจสอบ ยึดโยงกับประชาชนและไม่ได้เป็นอิสระจากประชาชน แต่สิ่งที่เห็นในปัจจุบัน คือองค์กรอิสระมาจากการแต่งตั้งของสมาชิกวุฒิสภา ที่อาจจะถูกจัดตั้งหรือโกงเข้ามา

ซึ่งมีความยึดโยงกับพรรคการเมือง ที่เป็นแกนนำรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนนั้น ว่า ระบบสีน้ำเงินกำลังกินรวบทั่วประเทศอยู่ และการแสดงความคิดเห็นของพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ในเวทีผู้นำฝ่ายค้านที่ผ่านมา มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ชูขึ้นมา ทำให้เห็นภาพชักว่า การโกง สว.คือจุดเริ่มต้นของการกินทั่วประเทศ

นายณัฐพงษ์​ กล่าวว่า วันนี้ตนเองคิดว่า 1 หมุดหมายที่สำคัญ มีเวทีอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร​ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบัน ตนเองคิดว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะช่วยกันส่งเสียง ว่า อยากได้ระบบการเมือง ที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบการเมืองแบบอำนาจนิยม ที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น กินทั่วประเทศอยู่ อันนี้เป็นสิ่งน่าจะมาผลักดันร่วมกัน

นายณัฐพงษ์​ ยังกล่าวว่า อยากเชิญชวนให้ทุกคนคิดเพิ่มเติมอีก นักวิเคราะห์หลายๆคนบอกว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ จะเอาผิดกับคนที่โกง สว.ยากเหลือเกิน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะ คนที่เลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ 4 ใน 7 คน ถูกเลือกมาจากสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน และหลายๆคนก็อยู่ในสำนวนที่จะถูกสั่งฟ้อง

ดังนั้น จะคาดหวังได้อย่างไร กับการใช้อำนาจ บอกว่ามันมีมูลนะ บอกได้ว่ามีการโกง สว.นะ จากคนที่ถูกเลือกเข้ามา เพราะมันมีผลประโยชน์ทับซ้อนตรงๆ หลายๆคนจึงบอกว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ตนอยากให้ทุกคนมองแบบนี้

ผมเชื่อว่าทุกนักการเมืองหลายๆคนรวมถึงตัวผมเองด้วย เราเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อ ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธไม่ได้ การทำงานการเมืองคือการที่ต้องผลักดันสังคมไปข้างหน้า ถ้าพูดอยู่แค่ในกรอบของกฎหมาย ความคิดเดิมๆ เป็นไปไม่ได้สุดท้ายสังคมก็ไม่ได้เดินหน้าไปไหน แต่ตนเชื่อว่าการที่เราจัดเวทีในลักษณะนี้ ทุกวัน เรากำลังทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้ มากขึ้นทุกวัน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หน้าที่ของ กกต.ไม่ใช่เรื่องของการชี้ถูกชี้ผิด แต่กฎหมายเขียนไว้ค่อนข้างชัด ว่า แค่ควรเชื่อได้ว่า มีการโกง สว.เกิดขึ้น หน้าที่ของ กกต คือการส่งสำนวนต่อไปให้ศาลฎีกา ดังนั้น ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ อย่างน้อยๆ กกต.ก็เลื่อนออกไป วันที่ 14 กันยายน​ ก็จะได้ใช้โอกาสในเวทีนี้ ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้มากยิ่งขึ้น

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเริ่มต้นด้วยการต่อว่าผู้นำฝ่ายค้านฯ ว่าเอาประธานวิปฝ่ายค้าน มาเชิญตน และที่ตนตอบรับเพราะจะได้พิสูจน์ว่าที่นายกฯ พูดความจริงหรือไม่ว่าอาหารที่ โรงแรมพูลแมน อร่อยหรือไม่ ตนเลยตอบรับ ในที่สุดตนไม่ได้พิสูจน์ แต่เมื่อตกปากรับคำไปแล้วก็ต้องมา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นให้กำลังใจทุกคนที่เป็นฝ่ายค้าน แม้แต่ช่วงที่ตนเป็นฝ่ายบริหารก็ให้กำลังใจฝ่ายค้านเสมอ เพราะการจะดูว่าประเทศไหนเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่ดูว่ามีฝ่ายค้านหรือไม่ ถ้าไม่มีฝ่ายค้านนั้นคือการรวบอำนาจ และที่ต้องให้กำลังใจเพราะแม้ถึงทุกวันนี้ในสังคมไทย เป็นสังคม น่ารักประนีประนอม ให้อภัยต่อกัน

สังคมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจหรือไม่ยอมรับการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเราจะได้ยินคำพูดเสมอว่าทำไมฝ่ายค้านต้องค้านทุกเรื่อง หรือทำไมค้านอย่างเดียวแต่โดยข้อเท็จจริงถ้าใครดูเวลาเราทำหน้าที่ในสภาฯกฎหมายต่างๆส่วนใหญ่ก็ลงคะแนนให้ ไม่ได้คัดค้าน แต่ว่าเวลาฝ่ายค้านเห็นด้วยกับรัฐบาลก็เป็นข่าว เพราะฉะนั้นคนก็ต้องรับรู้บทบาทของฝ่ายค้านแค่เวลาที่เห็นต่าง นั่นคือคุณค่าของการเป็นฝ่ายค้าน 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า  เมิ่อถูกถามมีความกังวลหรือไม่ กับสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นใน  ต้องตอบว่ามีความกังวลอย่างมากกับสภาพบ้านเมือง และระบบการเมืองปัจจุบัน สมัยหนึ่งเรากลัวเรื่องการรวบอำนาจในแง่ที่ว่าเสียงข้างมากในสภาถ้าอยากจะทำทุกเรื่องเหมือนกับสภาดูไม่ค่อยมีความหมาย ซึ่งความจริงระบบของเราก็แปลกเพราะในต่างประเทศ

รัฐบาลในระบบรัฐสภาเขามักจะมีประเด็นที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เช่น กฎหมายงบประมาณ อภิปรายไม่ไว้วางใจเขาก็ต้องขีดเส้นใต้ 3 เส้นว่า สส.รัฐบาลเอาตามนั้นแต่อีกหลายๆเรื่องเขาจะบอกว่าถ้าสมมุติว่าเห็นต่างจากรัฐบาลหรือเห็นด้วยกับฝ่ายค้าน หรือฝ่ายค้านเห็นด้วยกับรัฐบาลก็ไม่ต้องลงคะแนนแบบบีบบังคับด้วยมติพรรค อย่างที่เราเห็นเกือบทุกครั้ง ในประเทศไทยที่มีการลงมติ 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า แต่นั่นคือเฉพาะในสภา เราเอากลไกการตรวจสอบสมดุลไปอยู่ข้างนอกสภา โดยใช้สิทธิที่เรียกว่าองค์กรอิสระ ที่มีการสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาโดยหวังว่าเป็นอิสระ แต่ใช้กลไกวุฒิสภาในการเชื่อม ซึ่งประสบปัญหามาทุกยุคทุกสมัย เอาเข้าจริงเริ่มต้นเป็นกลาง ทำไปทำมาไม่เป็นเป็นกลาง และเริ่มสร้างเครือข่ายที่น่ากลัว คือไปไกลจนเห็นปรากฏการณ์ในกระบวนยุติธรรม หมายความว่าการตรวจสอบยากมาก 

“เมื่อวาน ผมจึงพูดเป็นเหตุการณ์สมมุติว่าถ้าพรรคการเมืองไปยึดวุฒิสภาเข้ามาเป็นรัฐบาลด้วย แล้ววุฒิสภาก็ส่งผลไปอยู่ในองค์กรอิสระแต่ว่ารัฐบาลทำผิดองค์กรอิสระก็ไม่ หรือตรวจสอบ กลายเป็นใช้สิทธิเสรีภาพสมคบกันล้มล้างการปกครองหรือไม่ ผมพูดเป็นเหตุสมมติแต่ไม่ทราบว่านายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย จึงต้องมาตอบผม ไปกินอะไรมาไม่ทราบ ช่วยให้ท้องท่านเย็นหน่อยก็ดี”

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า ประเด็นคือพอเป็นอย่างนี้ เหมือนที่ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่าทำไปแล้วจะเป็นไปได้หรือ สิ่งที่ตนอยากบอกคือกังวลในสภาพบ้านเมืองการปฏิบัติหน้าที่แต่ไม่กังวลในการปฏิบัติหน้าที่

ซึ่งนายแพทย์ชนน่าน จะยืนยันได้ว่าในช่วงที่ตนต่อสู้กับพรรคเพื่อไทย มีหลายสถานการณ์ที่ค่อนข้างใหญ่โต แต่ตนขอไม่พูดเรื่องเก่า สิ่งหนึ่งที่ในพรรค ประชาธิปัตย์ ของเราพูดเสมอ คือต้องทำหน้าที่ และเราก็พร้อม เพราะตอนนั้นฟ้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฟ้อง คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  เผชิญหน้ากับตำรวจด้วยความเสียเปรียบทุกอย่าง แต่ไหนในที่สุดก็ไม่น่าเชื่อว่าเกิดเหตุที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ 

“เพราะฉะนั้นไม่อยากให้กังวลในการทำหน้าที่เครื่องมือที่มีตามกฎหมาย สิทธิที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้ แม้ว่า ครั้งที่หนึ่งไม่ได้ผล ครั้งที่สองก็ยังไม่ได้ผล แต่ถึงที่สุดผมยังเชื่อว่าไม่มีใครจะยอมปล่อยให้บ้านเมืองอยู่กับความไม่ถูกต้อง

ส่วนหนึ่งที่ผมไม่กังวลตรงนี้ก็มาจากอดีตผู้นำฝ่ายค้าน คือนายก ชวน หลีกภัย เพราะตอนที่ผมเข้ามาเป็น สส.ใหม่ๆ ก็เกิดเรื่องที่ตอนนั้นมีการใช้คำว่ายึดตุลาการ มีการเสนอต่ออายุประธานศาลฎีกา ผมก็ปรารภกับนายกชวนว่าจะไหวหรือไม่ ถ้าเขายึดอย่างนี้ ท่านบอกว่าให้ทำหน้าที่ไปมันไม่มีทาง ไม่มีใครที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนบนความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นธรรม ผมจึงยึดถือในทางนี้มาตลอด“

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังขำอยู่ว่าเมื่อวานนี้ (28 ส.ค.) ที่จัดเวทีของคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ​ อัยการรัฐวิสาหกิจ​ องค์การมหาชน​ และกองทุน สภาฯ ก็มีประชาชนจำนวนมากที่มีเรื่องจะระบาย และไม่ได้รับความเป็นธรรม​ และยังขำกับคำพูดของนายวิชา​ มหาคุณ​ อดีต ป.ป.ช.บอกว่า ใจเย็นๆ ไม่มีอะไรที่ต่ำกว่านี้แล้ว ต่ำสุด​แล้ว​ มันมีแต่จะต้องดีขึ้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนมองว่าในอดีต เครื่องไม้เครื่องมือในการสื่อสารอยู่ในมือของฝ่ายรัฐบาล ดังนั้น ฝ่ายรัฐบาลที่ง่ายที่สุดคือบอกว่าแมวเป็นหมา หน้าที่ของฝ่ายค้าน คือต้องใช้ความสามารถให้ถึงที่สุดในเวทีสภา ให้คนเห็นว่าจริงๆแล้วมันคือแมว เพราะอย่างไรเราต้องอยู่บนความจริง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในเดือนตุลาคมนี้ ทางพรรคประชาธิปัตย์จะจัดงาน Home Coming ในโอกาสครบรอบ 80 ปี เป็นการรียูเนี่ยนศิษย์เก่าพรรคประชาธิปัตย์