ถ้าพูดถึง ‘ลมลม’ หลายคนน่าจะรู้จักในฐานะร้านนวดบรรยากาศดีบนถนนไมตรีจิต แต่สำหรับสาขาที่สองในย่านบางขุนพรหม มาย-วรัญญา พงษ์เพ็ชร์ ผู้ก่อตั้ง อยากขยายความหมายของการมาร้านนวดให้ไปไกลกว่าชั่วโมงที่เราอยู่บนเตียง ด้วยการสร้างพื้นที่ที่สามารถใช้เวลาพักได้ตั้งแต่ก่อนนวดไปจนถึงหลังนวด
ประเด็นสำคัญ
แนวคิดของลมลมจึงไม่ได้เริ่มจากการอยากทำสปาหรือคาเฟ่ แต่เป็นการสร้างที่พักใจของคนเมืองให้ได้มีเวลาชะลอความเร่งรีบลงชั่วคราว โดยมีการนวดเป็นหัวใจหลัก แล้วใช้เสียง กลิ่น และรสชาติของชาเข้ามาประกอบเป็นประสบการณ์เดียวกัน ซึ่งในสาขาบางขุนพรหม เรื่องของชาก็ถูกขยายให้ชัดขึ้นด้วยบาร์น้ำชาเต็มรูปแบบบริเวณชั้นล่าง ขณะที่พื้นที่นวดจะซ่อนตัวอยู่บนชั้นบนของบ้าน


ส่วนชื่อ ‘ลมลม’ มีจุดเริ่มต้นมาจากชื่อของหมอนวดคนหนึ่งที่ชื่อ ‘ลม’ ก่อนจะนำมาต่อยอดเข้ากับความหมายของ ‘ลมปราณ’ และธรรมชาติ ซึ่งกลายมาเป็นภาษาหลักของแบรนด์ ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงโปรแกรมนวดที่นำธาตุทั้ง 4 อย่าง ดิน น้ำ ลม และไฟ มาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ



The Vibe
ความแตกต่างจากลมลมสาขาแรกเห็นได้ชัดตั้งแต่เรื่องของพื้นที่ เพราะจากตึกแถวหน้าแคบและลึกบนถนนไมตรีจิตที่ให้บรรยากาศคล้ายถ้ำ สาขาบางขุนพรหมกลับได้อาคารเก่าที่มีคาแรกเตอร์คล้ายบ้านมาเป็นพื้นที่ใหม่ และใช้ความเป็นบ้านนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบ
แทนที่จะปรับทุกอย่างให้ใหม่เอี่ยม ที่นี่ยังคงร่องรอยของอาคารเดิมเอาไว้ค่อนข้างมาก ทั้งผนังปูนเก่า อิฐมอญ โครงสร้างไม้ ไปจนถึงกรอบหน้าต่าง ก่อนเติมเฟอร์นิเจอร์ไม้ โทนสีธรรมชาติ และงานคราฟต์เข้าไป ทำให้พื้นที่มีทั้งความดิบและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะช่วงกลางวันที่แสงธรรมชาติส่องเข้ามาตามช่องหน้าต่าง ยิ่งทำให้รายละเอียดของบ้านเก่าดูมีเสน่ห์ขึ้น
พื้นที่ชั้นล่างเป็น ‘บาร์น้ำชา’ มีทั้งเคาน์เตอร์ยาว โต๊ะใหญ่ และมุมนั่งเล่นสำหรับคนที่อยากใช้เวลานานหน่อย ส่วนชั้นลอยเปลี่ยนบรรยากาศให้สบายขึ้นด้วยโต๊ะเตี้ยและที่นั่งกับพื้น ขณะที่พื้นที่นวดถูกแยกขึ้นไปด้านบน มีพื้นที่นวดรวม 5 เตียง และห้องส่วนตัวอีก 1 เตียง ทำให้จากความคึกคักเบาๆ ของบรรยากาศด้านล่างค่อยๆ เงียบและเป็นส่วนตัวขึ้นเมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่นวดด้านบน


The Experience
หัวใจของลมลมยังคงเป็นเรื่องของการนวด โดยโปรแกรมต่างๆ ถูกออกแบบและตั้งชื่อโดยอ้างอิงจากธรรมชาติและธาตุเจ้าเรือน ตั้งแต่ ปราณ ไปจนถึง วารี สำหรับการนวดน้ำมัน, อัคนี ที่ใช้หินร้อน และ ไพร สำหรับการประคบสมุนไพร พร้อมนำเรื่องเสียงและกลิ่นเข้ามาประกอบ เพื่อให้แต่ละโปรแกรมมีประสบการณ์แตกต่างกันออกไป
ก่อนเริ่มสามารถเลือก Essential Oil ที่ลมลมปรุงขึ้นเองได้ 3 กลิ่นตามมู้ดที่ชอบ ได้แก่ Rain ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นเหมือนบรรยากาศหลังฝนตก, Sun ที่ออกไปทางอบอุ่น และ Earth ที่มีโทนของดินและพืชพรรณ ให้ความรู้สึกสงบกว่าอีกสองกลิ่น
ครั้งนี้เราเลือกลอง Waree (Hot Essential Oil) หรือนวดวารีน้ำมันอุ่น หนึ่งในโปรแกรมที่นำการนวดน้ำมันมาปรับด้วยการอุ่นน้ำมันก่อนสัมผัสลงบนผิว จุดนี้เป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่รู้สึกถึงความแตกต่างได้ตั้งแต่เริ่ม เพราะความอุ่นจะค่อยๆ ทำให้ร่างกายผ่อนคลายลง ก่อนที่หมอนวดจะไล่น้ำหนักไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

น้ำหนักของการนวดไม่ได้มาในทางจับเส้นหนักๆ แต่เน้นความผ่อนคลายและคลายความตึงของกล้ามเนื้อมากกว่า โดยเฉพาะวันที่ร่างกายล้าจากการทำงานหรือออกกำลังกาย ความอุ่นของน้ำมันช่วยให้ช่วงที่ลงน้ำหนักรู้สึกสบายขึ้น และทำให้โปรแกรมนี้มีคาแรกเตอร์ต่างจากการนวดอโรมาทั่วไปพอสมควร
แต่สิ่งที่เราว่าน่าสนใจของประสบการณ์ที่นี่ไม่ได้อยู่แค่ช่วงที่นอนอยู่บนเตียง เพราะหลังนวดเสร็จแล้วไม่จำเป็นต้องแต่งตัวและเดินออกจากร้านทันที เรายังสามารถลงมานั่งต่อที่ด้านล่าง สั่งชาสักกาแล้วปล่อยให้ร่างกายค่อยๆ กลับเข้าสู่จังหวะปกติ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ทำให้เราเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมลมลมถึงอยากนิยามตัวเองเป็น ‘ที่พักใจ’ มากกว่าเป็นเพียงร้านนวด


The Taste
บาร์น้ำชาก็เป็นอีกส่วนที่สาขาบางขุนพรหมทำจริงจังขึ้น โดยมี แป้ง-ชัยณภัทร จันทร์นาค หนึ่งในผู้ก่อตั้งเป็นคนดูแลเรื่องชาและเครื่องดื่ม เมนูมีตั้งแต่ Loose Leaf Tea, Herbal Tea, Matcha, Assamica Milk Tea ไปจนถึง Pour Over Coffee แต่คาแรกเตอร์หลักยังคงเทไปทางชา โดยเฉพาะชาอู่หลงที่ปลูกในไทย ซึ่งตั้งใจเลือกโทนที่เบาและดื่มง่ายเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของร้าน
ครั้งนี้เราเริ่มด้วย ชาอู่หลงนางงามเย็น (140 บาท) ชาอู่หลงที่ปลูกในไทย มีกลิ่นน้ำผึ้ง เนกทาร์ ผลไม้ตุ๋น และเครื่องเทศบางๆ พอมาในแบบเย็น คาแรกเตอร์ของชาจะเบาและสดชื่นขึ้น แต่ยังทิ้งความหอมหวานตามธรรมชาติของชาไว้ เหมาะกับการค่อยๆ จิบระหว่างนั่งพักมากกว่าชาที่มีรสเข้มพุ่งขึ้นมาตั้งแต่คำแรก
อีกแก้วที่เราชอบคือ เก๊กฮวยโฟมหอมหมื่นลี้ (120 บาท) ด้านล่างเป็นชาเก๊กฮวยเย็นที่ค่อนข้างสดชื่น ก่อนท็อปด้วย Sweet Osmanthus Cold Foam ที่เพิ่มทั้งกลิ่นดอกไม้และเนื้อสัมผัสครีมมี่ มีรสเค็มนิดๆ มาตัด ทำให้จากเก๊กฮวยที่คุ้นเคยกลายเป็นแก้วที่มีลูกเล่นขึ้น แต่ยังดื่มง่ายอยู่



ส่วนใครอยากนั่งนานขึ้น เราว่าลองสั่ง ชาร้อน มาสักกาก็เข้ากับบรรยากาศของร้านดี เพราะ Loose Leaf Tea แบบร้อนสามารถเติมน้ำได้ประมาณ 2-4 ครั้ง และมี ‘ทองเสน่หา’ ขนมไทยชิ้นเล็กเสิร์ฟมาให้กินคู่กัน การดื่มจึงไม่ได้จบในแก้วเดียว แต่ค่อยๆ เติมน้ำและนั่งจิบไปเรื่อยๆ ซึ่งดูจะตรงกับความตั้งใจของลมลมที่อยากให้คนเข้ามาแล้วไม่ต้องรีบไปไหน
นอกจากชาแล้ว เมนูยังมีเครื่องดื่มที่นำสมุนไพรไทยมาทำให้ร่วมสมัยขึ้น ตั้งแต่น้ำบัวบก โซดาหมักขิงและสับปะรด ไปจนถึงน้ำผึ้งดำ รวมถึงกาแฟดริปสำหรับคนที่ไม่ใช่สายชา แต่โดยรวมแล้วบาร์น้ำชาแห่งนี้ไม่ได้รู้สึกเหมือนคาเฟ่ที่ถูกนำมาต่อกับร้านนวด หากเป็นอีกส่วนหนึ่งของประสบการณ์พักผ่อนที่ลมลมพยายามสร้างขึ้นมากกว่า

[Error: Image 15 not found]
Good for
คนที่อยากหาร้านนวดที่ไม่ได้จบประสบการณ์ทันทีเมื่อครบเวลา โดยเฉพาะสาย นวดน้ำมัน ที่ชอบน้ำหนักสบายๆ มากกว่าการจับเส้นหนัก รวมถึงคนที่อยากมีเวลานั่งพักต่อหลังนวด เพราะโซนบาร์น้ำชาด้านล่างทำให้เราไม่จำเป็นต้องรีบกลับเข้าสู่ความวุ่นวายข้างนอกทันที หรือถ้ามากับเพื่อนที่ไม่ได้อยากนวดเหมือนกันทุกคน ที่นี่ก็ยังน่าสนใจ เพราะคนหนึ่งสามารถขึ้นไปนวด ขณะที่อีกคนนั่งดื่มชาด้านล่างได้ รวมถึงคนที่อยากแวะมาดื่มชาอย่างเดียวก็ทำได้เหมือนกัน
แต่ถ้าอยากรู้จัก ลมลม บางขุนพรหม ให้ครบที่สุด เราว่าควรเผื่อเวลามากกว่าคอร์สนวดที่จองไว้สักหน่อย ลองขึ้นไปนวด แล้วลงมานั่งจิบชาต่อ เพราะช่วงเวลาที่ไม่ต้องรีบลุกไปไหนหลังจากนั้น น่าจะเป็นส่วนที่อธิบายคำว่า ‘พัก’ ในแบบของลมลมได้ชัดที่สุด
ลมลม | บางขุนพรหม
Location: ถนนสามเสน ย่านบางขุนพรหม
Open: เปิดทุกวัน เวลา 12.00-24.00 น. (ปิดวันพฤหัสบดี)
Contact: l o m l o m – ล ม ล ม
Parking: จอดรถได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และนำบัตรมาประทับตราที่ร้าน จอดฟรี 4 ชั่วโมง
Budget: ราคา 100-2,000 บาทต่อคน




