ช่วงนี้ร้านมัทฉะในกรุงเทพฯ เปิดใหม่กันเยอะจนแทบตามไม่ทัน แต่สิ่งที่สนุกคือแต่ละร้านเริ่มมีคาแรกเตอร์ต่างกันชัดเจน บางร้านสนุกกับการนำมัทฉะไปผสมกับผลไม้ บางร้านมีชาให้เลือกจากหลายแหล่งปลูก ขณะที่บางร้านเลือกกลับไปหาวิธีดื่มที่เรียบง่ายที่สุด
maja. matcha
maja. matcha อยู่ในกลุ่มหลัง เพราะทั้งร้านมีเครื่องดื่มหลักเพียงมัทฉะแบบ Clear และ Latte ไม่มีเมนูฟิวชันหรือขนมมัทฉะ ส่วนของของกินเล่นก็เลือกทำเพียงขนมญี่ปุ่นอย่างดังโงะและวาราบิโมจิ เพื่อให้ทุกอย่างในร้านยังวนกลับมาอยู่ที่มัทฉะเป็นหลัก

สองผู้ก่อตั้ง maja. matcha

เบื้องหลังร้านเกิดจากความชอบสองอย่างของสองผู้ก่อตั้งคือ มัทฉะและงานออกแบบ ประกอบกับความตั้งใจที่อยากทำคาเฟ่ พอได้พื้นที่ชั้น 2 เหนือร้าน openface จึงค่อยๆ ใช้เวลาราว 7-8 เดือนเปลี่ยนพื้นที่ด้านบนให้กลายเป็นร้านมัทฉะ โดยเจ้าของลงไปเลือกตั้งแต่ไม้จากโรงไม้ เฟอร์นิเจอร์ ภาชนะ ไปจนถึงฉากกั้นที่สั่งทำขึ้นสำหรับพื้นที่นี้โดยเฉพาะ
ส่วนชื่อ maja. ก็มาจากเสียงของคำว่า Matcha ในภาษาญี่ปุ่นที่ใกล้กับคำว่า ‘มัจจะ’ ก่อนปรับให้สั้นและจำง่ายขึ้น ส่วนความตั้งใจของร้านถูกสรุปไว้ในประโยค “A warm bowl, a skewer, and a moment to slow down.” หรือถ้าแปลเป็นภาพง่ายๆ ก็คือถ้วยมัทฉะหนึ่งแก้ว มีดังโงะหนึ่งไม้ และใช้เวลาสักพักแบบที่เราไม่จำเป็นต้องรีบไปไหน



The Vibe
ความสนุกของการมาที่ maja. คือร้านไม่ได้อยู่ในจุดที่มองเห็นตั้งแต่หน้าถนน ต้องเข้ามาในซอยรามคำแหง 21 แยก 15 เดินผ่านพื้นที่ของ openface แล้วอ้อมไปขึ้นบันไดด้านหลัง ถึงจะเจอร้านซ่อนอยู่บนชั้น 2 และทันทีที่ขึ้นมาถึง บรรยากาศก็ค่อนข้างต่างจากด้านล่าง
พื้นที่ถูกออกแบบโดยมีแนวคิด Wabi-Sabi เป็นจุดตั้งต้น เน้นวัสดุธรรมชาติและพื้นผิวที่ไม่ต้องเนี้ยบจนเกินไป มีทั้งโครงสร้างไม้ ผนังปูน เสื่อทาทามิ โต๊ะไม้เตี้ย และโคมกระดาษ รายละเอียดหลายชิ้นไม่ได้หยิบของสำเร็จรูปมาวางรวมกัน แต่เจ้าของเลือกหรือสั่งทำขึ้นมาเพื่อร้านโดยเฉพาะ ทำให้ถึงองค์ประกอบจะมีไม่เยอะ แต่ทุกอย่างดูไปในทิศทางเดียวกัน


ไฮไลต์ที่เราชอบคือ ถ้านั่งดื่มมัทฉะที่ร้าน เราสามารถเลือก Chawan หรือชามชาที่ชอบได้ด้วยตัวเอง ก่อนที่ร้านจะนำไปเสิร์ฟมัทฉะให้ การได้เลือกชามของตัวเองอาจเป็นเรื่องเล็กๆ แต่พอรวมกับการนั่งบนเสื่อทาทามิหรือริมหน้าต่าง ก็เข้ากับความตั้งใจของ maja. ที่อยากให้การมาดื่มมัทฉะเป็นช่วงเวลาที่เราได้ค่อยๆ จิบและใช้เวลากับมากขึ้น



The Taste
เมนูของ maja. ค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะตั้งใจให้มัทฉะเป็นพระเอกจริงๆ มีเพียง Clear Matcha และ Matcha Latte ไม่มีเมนูฟิวชันหรือมัทฉะผสมผลไม้ให้เลือกเยอะๆ โดยมัทฉะจะแบ่งเป็น House Matcha ที่มีเสิร์ฟเป็นประจำ และ Seasonal Matcha ที่หมุนเวียนไปตามช่วงเวลา
ครั้งนี้เราเลือกดื่มแบบ Clear ทั้งสองตัวเพื่อให้ได้รสของมัทฉะเต็มๆ เริ่มจาก Nishio Clear Matcha (165 บาท) คาแรกเตอร์จะออกไปทางโทนถั่วคั่ว มีอูมามิและรสเค็มบางๆ ตามมา เป็นตัวที่รสค่อนข้างชัดและมีน้ำหนักขึ้นมาหน่อย ส่วน Yame Clear Matcha (155 บาท) จะคนละทาง เพราะนุ่มและครีมมี่กว่า มีโทนนัตตี้คล้ายพิสตาชิโอ ทำให้ดื่มง่ายกว่าเมื่อเทียบกันสองตัว ใครที่ยังไม่คุ้นกับมัทฉะแบบ Clear เราว่า Yame น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายดี
อีกครึ่งหนึ่งของ maja. ที่เราว่าสำคัญพอๆ กับมัทฉะก็คือ ขนมญี่ปุ่น เพราะร้านตั้งใจไม่ทำเค้กหรือขนมมัทฉะแบบคาเฟ่ทั่วไป แต่เลือกของหวานที่เหมาะกับการกินสลับกับชาแทน



มี Mitarashi Dango (90 บาท) ซึ่งเป็นหนึ่งในขนมโปรดของผู้ก่อตั้งและเป็นเหตุผลที่อยากนำมาไว้ในร้าน ตัวดังโงะจะถูกย่างก่อนเสิร์ฟ จนด้านนอกมีกลิ่นหอม ก่อนราดซอสมิตาราชิรสหวานเค็ม ยิ่งกินสลับกับมัทฉะแบบ Clear ยิ่งเข้ากันดี
อีกจานคือ Warabi Mochi (120 บาท) วาราบิโมจิเนื้อนุ่มหนึบ เสิร์ฟพร้อม Kinako และ Kuromitsu ให้ความหวานขึ้นมาอีกนิด แต่ยังไม่หนักจนแย่งรสของชา ซึ่งถ้ามากันสองคน เราว่าสั่งขนมทั้งสองอย่างมาแบ่งกัน แล้วเลือกมัทฉะคนละคาแรกเตอร์แบบที่เราทำ ก็ทำให้เรารู้จัก maja. ได้ค่อนข้างครบในครั้งเดียว



Good for
สายมัทฉะที่อยากลองแบบจริงจังขึ้นอีกหน่อย รวมถึงคนที่กำลังหาร้านใหม่ๆ ลอง ย่านรามคำแหง เพราะที่นี่ไม่ได้มีแค่มัทฉะให้เลือก แต่บรรยากาศก็น่านั่งพอที่จะทำให้เราอยากอยู่ต่อหลังดื่มหมดชาม
maja. matcha
Location: ชั้น 2 บนร้าน openface ซอยรามคำแหง 21 แยก 15
Open: เปิดทุกวันพุธ-จันทร์ เวลา 10.00-17.00 น. (ปิดวันอังคาร)
Contact: maja. matcha
Parking: มีลานจอดรถรองรับ
Budget: ราคา 150-300 บาทต่อคน




