เพราะชีวิตการเงินที่ดี เริ่มจาก “โอกาส” และ “ความเข้าใจ” เปิดเบื้องหลัง 13 ปีของเงินติดล้อกับการส่งต่อความรู้ทางการเงิน สู่โครงการ “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้”

“หนี้มันหมดได้ด้วยเหรอ?” คือความจริงที่คนไทยหลายคนไม่กล้าฝัน

ท่ามกลางสภาพสังคมที่เรามักเห็นข่าวบ่อย ๆ ว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับปัญหาหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบ หนี้นอกระบบ ไปจนถึงการผ่อนชำระสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แถมยังมีการแนะนำวิธีการหนีหนี้กันอีก คำถามคือ มันเป็นแบบนี้ได้เพราะอะไร?

‘นิภา วนิชวัฒน์’ ผู้บริหารระดับสูง สายงานความยั่งยืนองค์กร บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) เผยว่า สาเหตุที่ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งประสบปัญหาในการชำระหนี้นั้น เกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงพฤติกรรมและการบริหารจัดการทางการเงินของแต่ละคน

ในมุมของ ‘นิภา’ การเข้าถึงบริการทางการเงินเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะหากผู้คนเข้าถึงแหล่งเงินได้ โดยยังไม่เข้าใจภาระหนี้ ดอกเบี้ย เงื่อนไขการชำระ และความสามารถในการผ่อนของตนเอง การกู้ยืมอาจกลายเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เมื่อหนี้ก้อนหนึ่งถูกปิดด้วยหนี้อีกก้อน วงจรหนี้ก็ยังคงหมุนต่อไป ผู้คนอาจกลับมากู้ใหม่เพื่อใช้หนี้เดิมซ้ำ ๆ จนภาระทางการเงินทับซ้อนมากขึ้น และโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นก็ค่อย ๆ ลดลง

นี่คือเหตุผลที่ความรู้ทางการเงินต้องเดินคู่กับการเข้าถึงบริการทางการเงิน เพราะโอกาสที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการ “เข้าถึงเงิน” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการ “เข้าใจเงิน” มากพอที่จะตัดสินใจและบริหารจัดการเงินได้อย่างเหมาะสม

เงินติดล้อเห็นถึงความสำคัญของความรู้ทางการเงินมานานกว่า 10 ปีแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อพูดถึง ‘ความรู้ทางการเงิน’ หลายคนมักเข้าใจว่า ต้องเป็นความรู้เกี่ยวกับการลงทุน การเล่นหุ้น หรือการคำนวณทางการเงินที่ซับซ้อนเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ความรู้ทางการเงินเป็นเรื่องที่สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากชีวิตประจำวันอย่างการบันทึกรายรับรายจ่าย การออมเงิน และการบริหารหนี้สินส่วนตัว

แม้เป้าหมายของเงินติดล้อไม่ใช่การทำให้ผู้คนต้องกลับมาใช้บริการ เพราะยังติดอยู่ในวงจรหนี้เดิม ๆ แต่คือการส่งต่อความรู้ทางการเงิน เพื่อให้ผู้คนวางแผน จัดการภาระ และตั้งหลักกับชีวิตได้ดีขึ้น

“ถ้าเขากลับมาหาเรา เราอยากให้เขากลับมาเพราะมีเป้าหมายที่จะต่อยอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพ ขยายโอกาส หรือสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว ไม่ใช่กลับมาเพราะต้องกู้เงินเพื่อโปะหนี้เดิม หรือใช้หมุนในชีวิตประจำวันซ้ำไปเรื่อย ๆ” นิภากล่าว

ด้าน ‘มิ่งขวัญ ประเสริฐศิวพร’ ผู้นำสายงานด้านการส่งเสริมความยั่งยืนทางสังคม บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นในการส่งเสริมความรู้ทางการเงินของเงินติดล้อ เกิดขึ้นในปี 2555 ที่บริษัทเริ่มเห็นถึงพฤติกรรมการใช้เงินของคนไทย

‘มิ่งขวัญ’ เล่าว่า ในปีนั้น เงินติดล้อได้ทดลองโครงการ “สินเชื่อตลาดสด” ที่ปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดแห่งหนึ่งในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก แต่ก็มีข้อสังเกตว่า พวกเขาไม่สามารถผ่อนชำระได้ทั้งหมด เนื่องจากยังขาดความรู้ในการบริหารจัดการเงิน

“เจ้าหนี้คนไหนมาก่อนก็จะจ่ายเงินให้กับคนนั้นก่อน กระเป๋ามีอยู่ใบเดียว ไม่แยกกระเป๋า เงินเข้ามาปั๊บก็อยู่ในนี้ ลูกขอไปโรงเรียนก็ควัก สามีขอไปดื่มเหล้าก็ให้ ตัวเองซื้อหวยก็หมด พอเงินหมด อ้าว ทำยังไงดี ก็ต้องหาแหล่งเงินกู้ ดังนั้น รอบการกู้เขาจะสั้นมาก” นี่คือสิ่งที่มิ่งขวัญพบ

ด้วยเหตุนี้ เงินติดล้อจึงเริ่มต้นโครงการให้ความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ตั้งแต่ปี 2556 ก่อนขยายโครงการไปสู่ระดับชุมชนในปี 2558 ในชื่อว่า โครงการ “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” จนถึงปัจจุบัน โครงการได้ส่งต่อความรู้ทางการเงินให้คนไทยแล้ว 10,277 คน จาก 272 ชุมชน

ลงไปทำความเข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริง เพื่อออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสม

จุดเด่นของโครงการ “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” คือ การไปทำความเข้าใจปัญหาและพฤติกรรมการใช้เงินของผู้คนในแต่ละชุมชนจริง ๆ

มิ่งขวัญเผยว่า หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของโครงการนี้คือการไปสำรวจข้อมูลของคนในพื้นที่ เช่น ทำอาชีพอะไร อายุเท่าไร มีความต้องการอย่างไร และปัญหาคืออะไร เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงรูปแบบการใช้ชีวิต รวมถึงความรุนแรงของปัญหาในแต่ละชุมชน

เพราะเงินติดล้อเชื่อว่า ความรู้ทางการเงินไม่มีสูตรสำเร็จแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน การออกแบบกิจกรรมจึงไม่ได้เริ่มจากการนำความรู้ที่องค์กรมีไปถ่ายทอดตามรูปแบบเดิม แต่เริ่มจากการลงไปทำความเข้าใจชีวิตจริงของผู้คนในแต่ละพื้นที่

“เราไม่ได้เอาสิ่งที่เรามีอยู่แล้วไปสอน แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจวิถีชีวิต เข้าใจปัญหาที่เขาเจอจริง ๆ แล้วค่อยออกแบบกิจกรรมให้เหมาะกับบริบทของเขา” มิ่งขวัญกล่าว

ครั้งหนึ่ง เงินติดล้อเคยออกแบบกิจกรรม ‘จับไข่เสี่ยงโชค’ ให้กับชุมชนแห่งหนึ่ง หลังจากพบว่าคนในชุมชนมีพฤติกรรมชอบเล่นหวย ซึ่งมิ่งขวัญบอกว่า หากบอกให้เลิกเล่นเฉย ๆ พวกเขาก็คงไม่เลิกกันหรอก จึงเกิดเป็นกิจกรรมนี้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการเงินในชีวิตประจำวัน

กิจกรรม “จับไข่เสี่ยงโชค” คือการให้ผู้เข้าร่วมโครงการจำลองการใช้ชีวิต และบริหารเงินผ่านเงินจำลองที่ได้รับในกิจกรรม โดยระหว่างทาง ผู้เข้าร่วมจะต้องเสี่ยงโชคว่าจะเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือไม่ และต้องตัดสินใจว่าจะบริหารเงินที่มีอยู่อย่างไร

ทีมที่สามารถวางแผนและบริหารเงินจนมีเงินสะสมเหลือมากที่สุด จะสามารถนำเงินจำลองที่เหลือมาแลกเป็นของขวัญกลับบ้านได้

สิ่งที่กิจกรรมนี้ต้องการสื่อคือ ในชีวิตจริง เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่า “ไข่ใบต่อไป” จะเป็นโชคดีหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คือการวางแผน การมีเงินสำรอง และการตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนใช้เงินทุกครั้ง

ขณะเดียวกัน นิภากล่าวว่า ต้องมีแรงจูงใจอื่น ๆ ด้วย เพื่อช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เข้าร่วมโครงการ

เช่น ตอนไปให้ความรู้ที่ ‘ชุมชนบ้านไทรงาม’ จังหวัดปราจีนบุรี ทางเงินติดล้อตั้งเงื่อนไขว่า หากผู้เข้าร่วมโครงการสามารถจดรายรับรายจ่ายครบ 3 เดือน ก็สามารถมาแลกรับดอกหญ้า เชือก ด้าม หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อไปทำงานหัตถกรรมของชุมชนได้เลย ส่งผลให้เป็นทั้งการลดต้นทุนไปในตัว และฝึกนิสัยทางการเงินที่ดีไปพร้อมกัน

เงินออมเยอะขึ้น หนี้น้อยลง ลดไปกว่า 7.7 ล้านบาท

จากการให้ความรู้ทางการเงินมานานถึง 13 ปี ทุกวันนี้ เงินติดล้อสามารถช่วยลดหนี้ให้ทั้งกับผู้เข้าร่วมโครงการ “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” และโครงการด้านความรู้การเงินอื่น ๆ ไปแล้วกว่า 7.7 ล้านบาท แถมยังเปลี่ยนชีวิตผู้คนอีกหลายราย อาทิ

  1. คุณแม่รัตนาวดี จากชุมชนบ้านไทรงาม ที่ปลดหนี้สำเร็จ

ในช่วงโควิด-19 ผู้คนในชุมชนบ้านไทรงามต้องประสบกับปัญหาของการขาดรายได้ เนื่องจากไม่มีผู้ซื้อ ทำให้หลายคนต้องไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ

เมื่อผู้ใหญ่บ้านเห็นถึงปัญหานี้ จึงตัดสินใจติดต่อเงินติดล้อให้เข้ามาให้ความรู้ โดย ‘รัตนาวดี’ เองก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมโครงการที่สามารถทำกิจกรรม จนแลกเชือกสำหรับการทำไม้กวาดมาได้สำเร็จ แต่เธอเลือกที่จะเก็บมันไว้บนหิ้ง เพื่อเตือนใจให้เห็นถึงความสำคัญของการออมเงิน

แม้รัตนาวดีจะออมเงินแค่วันละ 10 บาท แต่ 10 บาทนั้นก็สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เธอสามารถปลดหนี้และชำระดอกเบี้ยสำเร็จ

สุดท้ายแล้ว จากการเข้าร่วมโครงการเป็นระยะเวลา 1 ปี ชุมชนบ้านไทรงามสามารถลดหนี้ไปได้ถึง 106,691 บาท และมีเงินออมเพิ่มขึ้น 15,350 บาท

  1. น้องโอม วัย 11 ปี ที่อยากเก็บเงินให้ได้ 2,000 บาทภายในสิ้นปี

‘โอม’ เล่าว่า เงินติดล้อเข้ามาสอนเรื่องการออมเงินและการทำรายรับรายจ่าย ซึ่งแม้ตอนแรกอาจดูยากไปบ้าง แต่พอลองจดรายรับรายจ่ายทุกวันไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มชิน แถมทำให้รู้ว่า ค่าใช้จ่ายส่วนไหนเยอะเกินไป นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อจะได้มีเงินออมเยอะขึ้น

ฝ่ายคุณแม่ของโอมเองก็สนับสนุนที่ลูกชายเข้าร่วมกิจกรรมของเงินติดล้อ และภูมิใจมากที่เขามีเงินเก็บกว่า 500 บาทแล้ว

โอมตั้งเป้าอยากมีเงินออม 2,000 บาทภายในสิ้นปี พร้อมบอกว่า “ตอนโต เราจะได้เอาเงินออมส่วนนั้นทำให้แม่กับยายสบาย เกิดเหตุฉุกเฉินก็จะได้เอาเงินออมส่วนนั้นไปใช้”

  1. พี่ตู๋ วัย 49 ปี ที่มีความฝันอยากเปิดร้านกาแฟกับแปลงผัก เพื่อเลี้ยงชีพในวัยชรา

ในตอนแรกที่เข้าร่วมโครงการ ‘ตู๋’ ก็ไม่คาดหวังอะไรมาก เนื่องจากยังคิดว่าบริษัทมาปล่อยสินเชื่อเฉย ๆ แต่สิ่งที่เธอได้รับคือ วินัยในการจดบันทึกรายรับรายจ่าย รวมถึงความรู้ในการออมเงินผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล และการซื้อสลากออมสิน

ตู๋เผยว่า “การมีเงินออมช่วยเราในยามฉุกเฉินได้ เราไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเหมือนแต่ก่อน เราสามารถเอาเงินเก็บของเรามาหมุนเวียนก่อนได้” 

หลังจากเข้าร่วมโครงการ “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” มา 1 ปี ตู๋มีเงินเก็บเกือบ ๆ 30,000 บาทแล้ว ทำให้เธอเข้าใกล้ความฝันในการเป็นเจ้าของร้านกาแฟมากขึ้น

ยังมีโครงการอื่น ๆ อีก เพราะอยากมีส่วนช่วยให้สังคมพัฒนาขึ้น

นอกจากโครงการ “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” เงินติดล้อยังมีโครงการให้ความรู้ทางการเงินอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เช่น

  1. โครงการฝึกอบรมพี่เลี้ยงการเงิน: เงินติดล้อเชื่อว่า การส่งต่อความรู้ทางการเงินควรเริ่มต้นจากภายในองค์กร จึงร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในการจัดอบรม ‘พี่เลี้ยงการเงิน’ ผ่านโครงการ Happy Money เพื่อพัฒนาพนักงานให้สามารถให้คำปรึกษา รับฟัง และช่วยแนะนำเพื่อนพนักงานที่มีปัญหาทางการเงิน ก่อนต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์ไปสู่การสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อไป
  2. โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา: หลักสูตรให้ความรู้ทางการเงินแก่ “ผู้ก้าวพลาด” ในเรือนจำ โดยทีมงานลงพื้นที่ไปถ่ายทอดความรู้ด้วยตนเอง พร้อมส่งมอบหลักสูตรและสื่อการสอนให้ผู้คุมเรือนจำนำไปถ่ายทอดให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ต่อ

โครงการนี้ไม่ได้มองความรู้ทางการเงินเป็นเพียงบทเรียนเรื่องรายรับ รายจ่าย หรือการออม แต่เป็นการเตรียม “เครื่องมือ” ให้ผู้ก้าวพลาดมีทางเลือกมากขึ้น เมื่อกลับคืนสู่สังคม เพราะเมื่อพ้นโทษแล้ว ความเข้าใจเรื่องเงินอาจช่วยให้พวกเขาวางแผนประกอบอาชีพ จัดการรายได้ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมั่นคงขึ้น

ในมุมมองของมิ่งขวัญ การขาดความรู้ทางการเงินไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ที่มีภาระหนี้เท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมเช่นกัน

เพราะเมื่อผู้คนขาดความเข้าใจในการบริหารรายรับรายจ่าย การประเมินภาระหนี้ หรือการวางแผนชำระหนี้ โอกาสที่จะเกิดปัญหาหนี้ค้างชำระก็มีมากขึ้น และเมื่อปัญหานี้สะสมในวงกว้าง ก็อาจกลายเป็น ‘หนี้เสีย’ ที่ส่งผลต่อสถาบันการเงิน การปล่อยสินเชื่อ กำลังซื้อของประชาชน รวมถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ดังนั้น ความรู้ทางการเงินจึงไม่ใช่เพียงทักษะส่วนบุคคล แต่เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยลดความเปราะบางทางการเงินของผู้คน และมีส่วนสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

ความรู้ทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนไทยทุกวัย

มิ่งขวัญเสริมว่า หากคนรุ่นใหม่เริ่มมีปัญหาหนี้เสียตั้งแต่ยังเรียนหรือเพิ่งเริ่มทำงาน ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาระทางการเงินในปัจจุบัน แต่อาจส่งผลต่อโอกาสในอนาคตด้วย เพราะเมื่อประวัติทางการเงินเริ่มเสียตั้งแต่อายุยังน้อย พวกเขาอาจมีข้อจำกัดมากขึ้น เมื่อต้องการขอสินเชื่อ หรือเริ่มต้นสร้างทรัพย์สินของตัวเองในอนาคต 

เมื่อโอกาสทางการเงินและโอกาสในการทำงานถูกจำกัดตั้งแต่ต้น คนรุ่นใหม่ก็อาจต้องเริ่มต้นชีวิตด้วยต้นทุนที่สูงกว่าเดิม มีอำนาจต่อรองน้อยลง และมีโอกาสสร้างรายได้ หรือยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินได้น้อยกว่าที่ควร

ดังนั้น การมีความรู้ทางการเงินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับคนไทยในทุกช่วงวัย ซึ่งนิภามองว่า ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้เราสามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้นและแทบไม่มีค่าใช้จ่าย ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปิดกั้นตัวเองจากการเรียนรู้

สำหรับนิภาแล้ว ความรู้ทางการเงินไม่จำเป็นต้องมาจากเงินติดล้อเท่านั้น โดยเธอกล่าวว่า 

“เราอยากเห็นเพื่อนร่วมทางที่เชื่อและลงมือทำในสิ่งเดียวกันมากขึ้น เพราะเราเชื่อว่าสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นจะไม่ควรหยุดอยู่แค่ในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่อยากให้สิ่งนี้ถูกส่งต่อ ขยายผล และสร้างแรงบันดาลใจให้องค์กรอื่น ๆ โดยเฉพาะองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ได้กลับมามองว่าตนเองมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือจุดแข็งอะไรที่สามารถแบ่งปันเพื่อช่วยให้สังคมดีขึ้นได้

เพราะเมื่อหลายองค์กรลุกขึ้นมาใช้ศักยภาพของตัวเองเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะไม่ใช่เพียงผลลัพธ์จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่จะกลายเป็นพลังร่วมที่ขยายผลได้มากขึ้นเรื่อย ๆ” นิภากล่าว

สุดท้ายนี้ เงินติดล้อจะยังคงเดินหน้าโครงการ “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” รวมถึงโครงการอื่น ๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และวินัยทางการเงินให้กับผู้คนในสังคม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ขององค์กรที่มุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการเงินให้เป็นโอกาสที่ผู้คนสามารถเข้าถึง เข้าใจ และส่งต่อคุณค่าได้ในระยะยาว

เพราะสำหรับเงินติดล้อ ความรู้ทางการเงินจะมีความหมาย เมื่อสามารถนำไปใช้กับชีวิตจริง ช่วยให้ผู้คนมีทางเลือกมากขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น และค่อย ๆ สร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับชีวิตของตัวเอง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา