เขมรบุกรังสแกมเมอร์ ใจกลางแสนมโนรมย์ คุมชาวต่างชาติ 262 คน มีคนไทยด้วย 58 คน

เมื่อวันที่ 14 เมษายน เว็บไซต์พนมเปญโพสต์ รายงานว่า กัมพูชาได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจร่วม ในจังหวัดมลฑลคีรี ประเทศกัมพูชา ปฏิบัติการปราบปรามครั้งใหญ่ต่อศูนย์เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ที่ต้องสงสัย ใจกลางเมืองแสนมโนรมย์ โดยสามารถจับกุมชาวต่างชาติได้ 262 คน รวมทั้งชาวไทย 58 คน
ข่าวระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าว มีขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ภายใต้การร่วมมือกันของกองบัญชาการรวมระดับจังหวัด โดยมีรองอัยการประจำศาลจังหวัดกำกับดูแลด้านกฎหมาย

โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ของบริษัท มอง Mongtor Zhali Seng Maocheng ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นฐานดำเนินการหลอกลวงออนไลน์

แหล่งข่าวจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เปิดเผยว่า เป้าหมายเบื้องต้นของการปฏิบัติการคือการค้นหาพลเมืองอินเดีย ตามคำขอจากสถานทูตอินเดีย ในกัมพูชา ระหว่างการตรวจสอบสถานที่ เจ้าหน้าที่พบชาวต่างชาติจำนวนมากผิดปกติ จึงนำไปสู่การตรวจค้นสถานที่อย่างเต็มรูปแบบ และพบชาวต่างชาติทั้งหมด 262 คน เป็นผู้หญิง 47 คน ทั้งหมดมาจาก 9 ชาติด้วยกัน ในจำนวนนี้ มีคนไทยรวมอยู่ด้วย 58 คน เป็นผู้หญิงไทย 27 คน ซึ่งถือว่าเป็นชาติที่มากเป็นอันดับ 2 รองจากกลุ่มคนชาวจีน

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า จากคำให้การของชาวไทยหลายคนที่ถูกจับ บอกว่า พวกเขาถูกหลอกให้ลักลอบข้ามชายแดน ผ่านเข้ามาทางจังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยมีค่าตอบแทนสูงระหว่าง 20,000-40,000 บาท แต่เมื่อเดินทางถึงกัมพูชา กลับถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงออนไลน์

Advertisement

ชาวไทยคนหนึ่งอ้างว่า เขาเดินทางเข้ากัมพูชา ผ่านทางสนามบินนานาชาติพนมเปญ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 และเริ่มทำงานที่เมืองบาเวต จังหวัดสวายเรียง ก่อนจะถูกย้ายไปยังจุดปฏิบัติการในมณฑลคีรี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ขณะที่เจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมุ่งเป้าหลอกเหยื่อในประเทศไทย ผ่านกลโกงขายสินค้าออนไลน์ รวมถึงเหยื่อในสหรัฐอเมริกา ผ่านข้อเสนอการลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีปลอมระหว่างปฏิบัติการ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางได้เป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 420 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 1,450 เครื่อง และยังพบผู้ต้องสงสัยระดับผู้จัดการ 3 ราย เป็นชาวจีน 2 ราย และชาวเมียนมา 1 ราย โดยผู้ต้องสงสัยถูกส่งตัวไปยังศาลจังหวัด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ส่วนชาวต่างชาติอีก 259 คนที่เหลือ ได้ถูกส่งตัวไปยังกรมตรวจคนเข้าเมือง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในการส่งตัวกลับประเทศ

ข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชาเร่งติดตามตัวเจ้าของสถานที่ ซึ่งขณะนี้กำลังหลบเลี่ยงการให้ข้อมูลกับทางการ ส่วนอุปกรณ์ที่ตรวจยึด ได้ถูกส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายอื่นเพิ่มเติม

ด้านนายไชย สินฤทธิ์ หัวหน้าคณะกรรมการปราบปรามหลอกลวงออนไลน์ เรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำเหล่านี้ออกมาแสดงตัวและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพื่อร่วมกันทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และเสริมสร้างความปลอดภัยของสังคม พร้อมกับเตือนเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ว่า อย่าปล่อยเช่าอาคารหรือที่พักอาศัยให้แก่กลุ่มอาชญากรรมเพื่อนำไปใช้กระทำผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ กฎหมายว่าด้วยการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 เมษายน โดยกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงต่อผู้กระทำความผิด รวมถึงโทษจำคุกตลอดชีวิต ปรับสูงสุดถึง 1,000 ล้านเรียล (ราว 8 แสนบาท) และต้องถูกยึดทรัพย์สิน

กฎหมายว่าด้วยการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 เมษายน โดยกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงต่อผู้กระทำผิด รวมถึงโทษจำคุกตลอดชีวิต ปรับสูงสุดถึง 1 พันล้านเรียล (ประมาณ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ) และการยึดทรัพย์สิน