รัสเซีย เสนอตัว จัดการยูเรเนียมอิหร่าน ปัจจัยขวาง เจรจาสันติภาพมะกัน

ท่ามกลางกระแสคาดเดาว่าการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านอาจเกิดขึ้นได้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สำนักข่าวทาสส์ สื่อทางการรัสเซีย รายงานว่า รัสเซียได้ฟื้นข้อเสนอที่จะช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่สหรัฐและอิหร่านยังไม่สามารถตกลงกันได้ในระหว่างการเจรจาสันติภาพที่ปากีสถานเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวถึงประเด็นนี้หลังกลับจากการเยือนจีนว่า รัสเซียสามารถช่วยเปลี่ยนยูเรเนียมเสริมสมรรถะสูงของอิหร่านให้กลายเป็นเกรดเชื้อเพลิงหรือวัสดุสำหรับจัดเก็บได้ในวิธีที่อิหร่านยอมรับได้โดยไม่ละเมิดสิทธิในการเสริมสมรรถนะโดยสันติ

ลาฟรอฟกล่าวว่า รัสเซียจะยอมรับการตัดสินใจใดๆ ของอิหร่านเกี่ยวกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะในการเจรจาสันติภาพ อย่างไรก็ดี การยืนยันของนายลาฟรอฟเกี่ยวกับสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสันติของอิหร่านนั้น สอดคล้องกับจุดยืนของฝ่ายอิหร่านที่มีมานานแล้วว่าต้องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อใช้สำหรับโรงไฟฟ้าและเป้าหมายการใช้เพื่อสันติเท่านั้น

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า คลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยบ่งชี้สำคัญถึงขีดความสามารถในการพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์นั้น เป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเพื่อยุติสงคราม ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งเปิดเผยกับซีเอ็นเอ็นว่า สหรัฐเรียกร้องให้อิหร่านยุติโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและยืนยันที่จะให้มีการค้นหาและนำยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่านที่คาดว่ามีประมาณ 460 กิโลกรัม ซึ่งเชื่อว่าฝังอยู่ใต้ดินกลับคืนมา

Advertisement

ทั้งนี้ในระหว่างการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายเสนอให้ระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน โดยอิหร่านขอระงับไว้เป็นเวลา 5 ปี แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวว่า เขาไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องการหยุดชั่วคราว โดยต้องการให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างสิ้นเชิง

ก่อนหน้านี้รัสเซียเคยช่วยจัดการกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านในสมัยการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับรัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐ หรือที่รู้จักกันในชื่อแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อความครอบคลุม (JCPOA)