
มาร์ค อวยพร ‘อนุทิน’ ตั้งหลักแก้ปัญหาชาติให้สำเร็จ อย่าลอยแพความรับผิดชอบประชาชน แนะเร่ง กม.โอนงบ69 เคาะมาตรการลดผลกระทบวิกฤติพลังงาน ส่วนรบ.จะอยู่ครบเทอม หรือไปไว ร้ายแรงที่สุดคือ การแสวงหาประโยชน์ การทุจริต มีเรื่องอื้อฉาวที่สังคมรับไม่ได้
เมื่อวันที่ 15 เมษายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเที่ยงเจอกัน ช่อง Watch dog หมาเฝ้าบ้าน โดยเรียกร้องให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เร่งทำความชัดเจนต่อมาตรการช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤติพลังงาน ว่าหลังจากพ้นเทศกาลสงกรานต์ ต้องเร่งทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 โดยรวบรวมเงินทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหา และลดผลกระทบกับประชาชน โดยต้องทำให้ชัดเจนว่าแนวทางของรัฐบาลคืออะไร เพราะขณะนี้มีความสับสนว่า รัฐบาลเล็งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแบบพุ่งเป้า ช่วยเหลือรายได้สำหรับผู้มีรายได้น้อยทั่วไป หรือคิดกึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งการทำแต่ละเรื่องนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงวิธีแก้ปัญหาของนายกฯ ที่ใช้วิธีการสั่งงานให้แต่ละกระทรวงทำว่า เป็นพรสวรรค์ของนายกฯ เพราะนายกฯ อาจติดรูปแบบบริหารภาคเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ทำผลตอบแทนให้ได้กำไรสูงสุดเพื่อให้ให้เจ้าของผู้ถือหุ้นได้รับสิ่งที่คาดหวัง ดังนั้นการแบ่งงานแบ่งหน้าที่กันไปทำเพื่อเป้าหมายเดียว แต่การบริหารประเทศข้อแรกคือ คนในสังคมเป้าหมายไม่ตรงกัน หากพูดว่าต้องการให้ประชาชนกินดีอยู่ดี ต้องเลือกตามสถานการณ์ เพื่อเฉลี่ยปัญหาหรือวิธีการแก้ปัญหาใหคนกลุ่มหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มต้องรับภาระเพิ่ม
“การแก้ปัญหาภาครัฐ ผู้นำต้องสร้างความเสถียร เช่น ที่เถียงกันว่าการคุมราคาพลังงาน รมว.พลังงงาน หรือ รมว.พาณิชน์ ใครมีอำนาจ ต่อให้มี รมว.พลังงาน และรมว.พาณิชย์ ที่ต่างคนต่างเก่ง อาจเห็นไม่ตรงกัน ตีความกฎหมายไม่ตรงกัน คนที่ต้องสร้างความชัดเจน คือ นายกฯ แต่นายกฯพูดเรื่องแบบนี้น้อยมาก รวมถึงการสื่อสารบอกประชาชนว่าแนวทางรัฐบาลไปทิศทางแบบใดน้อยมาก หรืออย่างวันแถลงนโยบาย นายกฯ ไม่ตอบในเนื้อหา แต่เลือกโต้เถียงฝ่ายค้านมากกว่า” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ดูเหมือนนายกฯ ลอยตัว แต่ประชาชนถูกลอยแพ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาชนต้องการได้ความชัดเจน และมีมาตรการที่เป็นรูปธรรม โดยต้องมองเห็นแผนในอนาคต ส่วนนายกฯ มองว่าลอยตัวแปลว่าไม่รับผิดชอบนั้นเป็นไปไม่ได้
“ทุกอย่างสั่งการรวดเร็ว แปลว่างานเสร็จ แต่วันนี้ผลลัพท์คืออะไร ต้องไปถามความเป็นอยู่ของประชาชน หากรัฐบาลบอกว่าทำงานเสร็จแล้ว ทุกคนตกใจแน่นอน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีการแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมัน เช่น การอุดหนนุนกองทุนน้ำมัน หรือ ขยายเพดานหนี้สาธารณะ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ขัดในส่วนของกรณีให้หนี้กองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ต้องบอกให้ชัดเจนกับผู้ใช้น้ำมันหากราคาน้ำมันโลกลดลง ต้องใช้น้ำมันแพงไปอีกระยะหนึ่ง โดยไม่โยนกลับมาเป็นภาระหนี้ของรัฐบาล ส่วนกรณีการขยายเพดานหนี้ เกิน 70% ในสาระตนมองว่าสามารถเกินได้ เพราะตามหลักสากลไม่ได้ตายตัวขนาดนั้น แต่หากจะขยายต้องทำให้คนเชื่อมั่นว่าไม่ใช่จะขยายไปเรื่อยๆ และต้องทำแผนระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวให้เห็นว่าจะมีการลดได้อย่างไร เช่น แผนปฏิรูปภาษี เป็นต้น
เมื่อถามถึงการประเมินอายุของรัฐบาล หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เสียงในสภาฯไม่น่าห่วง แต่หากรัฐบาลจะอยู่ไม่ครบเทอม สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดและไปไว คือ การแสวงหาประโยชน์ การทุจริต มีเรื่องอื้อฉาวที่สังคมรับไม่ได้ ขณะที่การบริหารโดยรวมนั้นขึ้นอยู่ว่าบริหารเป็นอย่างไร เพราะความเดือดร้อนที่เกิดในปัจจุบันเป็นปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะสงคราม ซึ่งคนเข้าใจ ไม่ใช่ว่า เมื่อน้ำมันแพงคิดจะล้มรัฐบาล โดยประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ อีกประเด็นคือ เรื่องการเมือง ต้องยอมรับว่าหากพรรคเพื่อไทยไม่คิดเอากระทรวงมหาดไทย ตอนนี้ก็ยังเป็นรัฐบาลอยู่ ซึ่งตนเป็นห่วงข้อแรก เพราะยังมีคดีความที่ไม่จบ และมีคนจับตาว่า ความมั่นใจที่สร้างระบบที่คุมทุกกลไกได้ และยังมาซ้ำเติมคนอื่น
“ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผมขอให้กำลังใจประชาชน และขออวยพรนายกฯ ให้ตั้งหลักในการเป็นผู้นำแก้ปัญหาประเทศ มาถึงวันนี้ทุกคนอยากให้รัฐบาลประสบความสำเร็จ โดยยึดมั่นประโยชน์ส่วนรวม ซื่อสัตย์ สุจริตและอุตสาห์ รวมถึงตั้งหลักทำเพื่อประชาชนและด้วยความทุ่มเท” นายอภิสิทธิ์ กล่าว





