ยศชนัน Thailand Next สร้างเศรษฐกิจ Brain Power ชูชิป AI EV อวกาศ อนาคตประเทศ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ยศชนัน ขึ้นเวที 50 ปีประชาชาติ ฉายภาพ Thailand Next เปิดรับนวัตกรรมโลก ลงทุนไทย เตรียมจับมือสภาอุตฯ สร้าง Ecosystem ทั้ง Semiconductor AI EV เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่า ปั้นนักวิจัย-วิศวกร AI นับหมื่นคน พร้อมศึกษาฐานปล่อยจรวดอีอีซี-ชุมพร สร้างอุตสาหกรรมใหม่

พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ จัดสัมมนา Thailand Next : THE SUCCESSOR เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ Thailand Next…

ทั้งนี้ นายยศชนันกล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ณ ปัจจุบันโลกเปลี่ยนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง สำหรับพวกเราเอง เราอาจจะมองแค่ว่า ดังนั้นเราจำเป็นต้อง Upskill Reskill คน แต่ความเป็นจริงแล้วแค่นี้ยังไม่พอ การจะอุ้มด้านเทคโนโลยีต่อไปนั้นทำได้ยาก ดังนั้น จำเป็นต้องอุ้มที่คน และจำเป็นต้องสร้าง Ecosystem ตลาดแรงงานคุณภาพสูง และความสามารถในการทำ R&D ได้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุค Technology disruption

ถ้าเรามองว่าตรงนี้เป็นวิกฤต แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นโอกาสในการพัฒนาความสามารถทางเทคโนโลยี การเป็นห่วงโซ่อุปทานของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น มีการพูดถึงอุตสาหกรรมอวกาศ ถ้าเรามี Spaceport (ฐานปล่อยจรวด) อยู่ในประเทศไทย ที่ศึกษาไว้ อาจมีโซนอีอีซี หรือ จ.ชุมพร สามารถเชื่อมโยงไปถึงอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมรถยนต์ พลังงานต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมอวกาศ การเชื่อมขั้นสูง เป็นจุดหนึ่งที่อาจจะพลิกอุตสาหกรรมไทย

Advertisement

ดังนั้น หากเรามองว่าเราชกตรง ๆ กับเขาไม่ได้ เราสามารถอยู่ในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ไหม เราไม่จำเป็นต้องกลัวเสมอไป เราสามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ของเรา หรือดึงการลงทุนจากต่างชาติมาได้

“ถ้าเราซูมไปที่องค์ประกอบของเทคโนโลยี เช่น เรานำแบตเตอรี่รวมกับมอเตอร์ นี่ก็คือรถ EV แล้ว เราเอาคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ มารวมกับ Quantum mechanic นี่ก็คือ Quantum computing ดังนั้นความจริงแล้วหากเราต้องการที่จะส่งมอบอนาคตที่ดี เราควรที่จะลงทุนในเรื่องความรู้พื้นฐานขององค์ความรู้ เทคโนโลยีต่าง ๆ เชิงลึก และนั่นคือสิ่งที่เวียดนามทำ ที่เวียดนามแรงขึ้นมาแบบนี้ เขาทำอย่างเดียว คือ นำองค์ความรู้ที่ลึก ๆ ในแต่ละเรื่องแล้วไปเชื่อมกับการผลิตต่าง ๆ สามารถทำให้เกิดสตาร์ตอัพ” นายยศชนันกล่าว

Advertisememt

นายยศชนันกล่าวว่า เพราะฉะนั้นในเรื่องเกี่ยวกับ Digital computing technology ทุกบริษัทต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทดิจิทัลทั้งหมดในบาง Sense ดังนั้นตัวนี้เองมีความจำเป็นที่เราต้องสนับสนุนในเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาเรื่องเกี่ยวกับดิจิทัลเทคโนโลยี ทีนี้ดิจิทัลก็จะมากับ AI ถามว่าเราเอาข้อมูลมาจากไหน

ดังนั้นในเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่ว่าวันนี้หากเราไม่มีเซ็นเซอร์ เราก็ไม่สามารถที่จะ Digitize อะไรต่าง ๆ เข้ามาให้อยู่ในระบบดิจิทัลได้ เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรมเซ็นเซอร์จึงเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ

ทีนี้อุตสาหกรรมเซ็นเซอร์ก็ไม่ใช่ว่าเซ็นเซอร์ในเชิงอิเล็กทรอนิกส์อย่างเดียว จะมีเซ็นเซอร์ทางด้าน Bio ด้วย อุตสาหกรรม Biotech จึงเป็นสิ่งสำคัญในเรื่องการเปลี่ยนแปลงในเชิงสาธารณสุข ในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ ในเรื่องเกี่ยวกับ Wellness ทั้งหมด

วันนี้ถ้าเราพูดถึง Wellness จะกว้างเกินไป แต่วันนี้ถ้าเราพูดเกี่ยวกับ Biosensor บวกกับ Computing เราสามารถได้เครื่องมือแพทย์เครื่องนึงออกมาได้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่มีการผสมผสาน งั้นซ้ายมือตรงนี้ชัดเจนในเรื่องเกี่ยวกับ Green energy เรื่องเกี่ยวกับวัสดุศาสตร์ Material science คิดว่าเป็นหนึ่งจุดเด่นของคนไทย นอกจากนี้ Frontier technology เช่นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีเรื่องอวกาศ เรื่อง Plasma เรื่องฟิสิกส์พลังงานสูง รวมถึงเทคโนโลยี Quantum สิ่งเหล่านี้สามารถนำผสมกันเพื่อทำนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาได้

นายยศชนันกล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรม Semiconductor และอุตสาหกรรม AI เรามีหน่วยงานต่าง ๆ ที่พยายามทำเรื่อง Semiconductor ด้าน Cloud Computing และ DATA Center ซึ่งมีการร่วมมือกับอุตสาหกรรม Semiconductor ไทยกับญี่ปุ่น เพื่อให้ไทยไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่า ทั้งด้านการศึกษา การวิจัย และอุตสาหกรรม ซึ่งตอนนี้มีโรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นต้องการใช้ Semiconductor ของเขาเอง เขาจึงอยากร่วมมือกับเราเพื่อนำ Semiconductor ไปใส่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเขา ดังนั้น โอกาสต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายในประเทศไทย

“เรื่องการพัฒนากำลังคน เราบอกว่าบริษัท Semiconductor จะเข้ามาในประเทศไทย เขาไม่มาหรอก เพราะไม่มีคนไทยทำเรื่องนี้ได้ ผมตอบได้เลยว่า จริงครึ่งหนึ่ง ไม่จริงครึ่งหนึ่ง เมื่อก่อนอาจจะน้อยหน่อย แต่เราพยายามทำ ตอนนี้มีกำลังคนพอสมควรในการพัฒนา Semiconductor แต่ละมหาวิทยาลัย และศูนย์ที่เทรนนิ่ง Semiconductor ได้ในหลาย ๆ ที่ การที่ประเทศไทยจะเติบโตด้าน Semiconductor ไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะเรามีเป้าหมายถึงระดับหมื่นคนในปี 2030“ นายยศชนันกล่าว

สำหรับ AI การสร้างบุคลากรด้าน AI เดินหน้าเต็มที่ในการพัฒนาบุคลากรของประเทศไทย เพื่อรองรับ AI ขั้นสุดได้ เรามีความจำเป็นต้องรวม AI เข้าไปในทุกรูปแบบ ดังนั้น ทุกหลักสูตรของกระทรวง อว.จะใส่หลักสูตรเข้าไป ไม่ใช่สายวิทย์อีกต่อไป AI จะสามารถเข้าไปอยู่ได้กับทุกภาคส่วน ทุกกระทรวง ทุกบริษัท เราต้องพัฒนานักวิจัย AI ทักษะสูง มองไว้ที่ 20,000 คน ภายใน 3-4 ปีนี้ รวมถึง AI Engineer เราวางเป้าไว้ 200,000 คน เราพยายามรองรับความเปลี่ยนแปลงทุกมิติ

“ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้อยู่ในห้วงเวลาแห่งความฝัน แต่ความจริงแล้วเราเตรียมความพร้อมทุกมิติ เพื่อให้คนไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ได้ เช่นเดียวกับเรื่อง EV มีความพยายามที่จะอัพสกิล รีสกิล ทั้งในพื้นที่อีอีซี และมหาวิทยาลัย มีการทำเรื่องเรือ อีวี ใช้อีวีเป็นแพลตฟอร์ม ถ้าเราเขียนซอฟต์แวร์คุยกับอีวีได้ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ ทำให้เรามีแพลตฟอร์มของตัวเอง“ นายยศชนันกล่าว

นายยศชนันกล่าวว่า หากเราปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ หมายความว่าเราต้องเริ่มทำใหม่คนเดียวทั้งหมด ดังนั้น ทำไมเราถึงมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนกับต่างประเทศ เนื่องจากว่าบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่งเข้ามาจะเกิดผู้ประกอบการรอบ ๆ สิ่งที่เขานำเข้ามา และตรงนี้เองคนของเราสามารถที่จะรองรับในการที่เราจะ Innovate รอบ ๆ  สิ่งที่เขาเข้ามาได้หรือเปล่า แล้วเราจะมีเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อให้คนของเราสามารถที่จะ Innovate รอบ ๆ สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขี้นได้นะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง

วันนี้สิ่งที่เราต้องทำคือเปลี่ยนแปลงผ่าน 4 เสาหลัก 1.พัฒนากำลังคน 2.การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม 3.การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม 4.การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม กลไกการลงทุนร่วมกับคต่างประเทศ เราไม่สามารถรอได้อีกแล้ว

เพราะฉะนั้นใน 4 อย่างมีความจำเป็นต้องทำ แล้วหมุนเวียนขนานกันไป เพื่อ GDP ที่เพิ่มขึ้น เพื่อคณภาพชีวิตของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นนะครับ ตรงนี้เองเราพยายามที่จะทำให้ทุกคนเห็นภาพ ว่า ปัจจุบันเราไม่ได้ทำงานคนเดียวอยู่แล้ว ประเทศไทยทำงานกับหน่วยงานชั้นนำ ผ่านหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ มากมาย วันนี้ถ้าบริษัทหนึ่งจะไปคุยกับองค์กรชั้นนำที่ทำวิจัยของต่างประเทศอย่างเช่น CERN ยาก

แต่วันนี้หากท่านแค่เดินเข้าไปหาหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานมหาวิทยาลัย แล้วจับมือกัน แล้วภาครัฐเนี่ยะพาท่านไปในจุดต่าง ๆ ที่ท่านต้องการ ตรงนี้เองผมคิดว่าในปีนี้เราน่าจะมาทำกันนะครับ เดี๋ยวเราก็มีการประชุมกับสภาอุตสาหกรรมเหมือนกันนะครับว่า วันนี้แต่ละหน่วยงาน แต่ละ Unit แต่ละองค์กร อยากร่วมมือกับใคร ถ้าร่วมมือกับใครให้รัฐบาลออกหน้า พอรัฐบาลออกหน้าเสร็จปุ๊บ เรามาดูกันว่า เทคโนโลยีอะไรที่เป็น Core technology ที่เราไม่มีรถ EV ของตัวเอง เพราะเราผลิตมอเตอร์ไม่ค่อยดี ถ้ารัฐบาลซื้อ license มอเตอร์มา แล้วแจก license แต่ละคนได้ ทุกคนก็จะเริ่มทำ EV ได้ ทุกคนก็จะเริ่มทำ EV ได้แล้ว เป็นจุดหนึ่งที่เราต้องคุยกับสภาอุตสาหกรรมว่าอะไรคือ core technology หากประเทศไทยมี จะสามารถต่อยอดได้ทั้ง Semiconductor, AI หรือ Biotech

นายยศชนันกล่าวว่า นักวิจัยไทยเก่ง และอยู่ในหลากหลายองค์กร บางคนก็ถามตัวเองว่า เขาจะกลับมาที่เมืองไทยไหม เราจะดึงตัวเขากลับมายังไง แต่ความเป็นจริงแล้วเขาสามารถที่จะอยู่อย่างนั้นก่อนก็ได้ แล้วก็ทำงานร่วมกับเรา เราพยายามดึงดูดนักวิจัย ทำยังไงประเทศไทยถึงจะต่อยอดความสำเร็จของเขา โดยที่เขาอยู่ที่ไหนก็ได้ และเขาสามารถที่จะประสบความสำเร็จจากสิ่งที่ประเทศไทยพยายามจะส่งมอบให้เขา และเป็นการเจรจาที่ win-win ตรงนี้ก็มีการพูดคุยกับนักวิจัยจากหลากหลายที่ที่ประสบความสำเร็จอยู่ในที่ต่าง ๆ ของโลก

วันนี้สิ่งที่เราต้องทำ นอกจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนการผลิต ที่ชนะกันด้วยต้นทุน เราควรจะเปลี่ยนแปลงเป็นเศรษฐกิจฐานความสามารถ ใช้ Brain power อย่างจริงจัง ซึ่งวันนี้หากเราสามารถที่จะทำเรื่องนี้ได้ ปนไปกับการเป็น Innovation driven economy นะครับ ผมคิดว่าเราจะสามารถที่จะส่งต่อความสำเร็จ ไม่ใช่แค่คน แต่เป็นระบบของประเทศไทย

“คนอย่างเดียวไปข้างหน้าไม่ได้ ถ้าคนไม่ได้อยู่ในระบบที่ดีนะ ตอนนี้เองเรามีความพยายามแล้วก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ประเทศไทยสามารถที่จะเตรียมความพร้อมใน Basic เทคโนโลยี Basic science ต่าง ๆ ให้ได้ หากวันนี้เราสามารถทำ Basic science สำเร็จ ไม่ว่าวันนี้เทคโนโลยีต่าง ๆ จะมามากน้อยแค่ไหน เราก็เป็นประเทศที่มั่นคง และสามารถส่งต่อประเทศที่ดีให้กับลูกหลานเราได้“ นายยศชนันกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง