‘อภิสิทธิ์’ เตือนรัฐบาลระวังเงินเฟ้อ-ศก.ฝืด ยันไม่มีปัญหา ‘วีระพงษ์’ ไขก๊อกเป็นผู้แทนการค้า

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
(แฟ้มภาพ) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“อภิสิทธิ์” วิเคราะห์วิกฤตเศรษฐกิจ เตือนรัฐบาลระวังเงินเฟ้อ เศรษฐกิจฝืด จี้ระบุให้ชัดทิศทางไปไหน งงจะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ให้ทุกคนประหยัด ฝาก “อนุทิน” โยนงานไม่ได้ ยกเจรจายุโรปติดขัด เหตุพาณิชย์-เกษตรไม่คุยกัน ยันไม่มีปัญหา “วีระพงษ์” ไขก๊อกไปเป็นผู้แทนการค้า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ถึงมาตรการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลว่า เรายังไม่ทราบเงื่อนไขรายละเอียดว่าจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือมีเงื่อนไขอย่างไร เรายังไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่อยากให้มองภาพใหญ่ก่อนว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นรัฐบาลน่าจะต้องทำกฎหมายโอนงบประมาณ แล้วต้องดูว่าจะตัดงบจากส่วนไหนมา

“ตกลงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาขณะนี้อยากจะไปในแนวทางไหน เพราะการใช้เงิน ต้องแยกให้ชัดว่าต้องการเอาเงินไปทำอะไร แบบหนึ่งคือการเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกแบบหนึ่งคือช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางขึ้น เขาจำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนให้อยู่รอด รวมถึงเรื่องสวัสดิการอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้พูดเรื่องนี้” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราพยายามนำเสนอมาโดยตลอด คือการบริหารวิกฤตที่ดีที่สุด คือทำอย่างไรที่จะลดต้นทุนให้กับทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ เรากำลังกังวล Stagflation ทั้งเงินเฟ้อเศรษฐกิจฝืดเคืองพร้อมกันไป

เพราะฉะนั้น การใช้มาตรการไปกระตุ้นที่มีผลต่ออุปสงค์ มันจะมีปัญหา ถ้ากระตุ้นสำเร็จจริงของจะยิ่งแพงขึ้น แต่ถ้าลดความต้องการของคน เศรษฐกิจก็ยิ่งฝืดเคืองไปอีก แต่ที่ดีที่สุดคือการลดต้นทุน เพราะจะเพิ่มทั้งกำลังซื้อและลดแรงกดดันที่มีต่อของแพงและเงินเฟ้อ

Advertisement

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า บางครั้งมีการพูดถึงการเอาเงินไปใส่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะพุ่งตรงมาที่การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง สิ่งที่เราอยากจะนำเสนอคือควรจะพยายามหาทางให้ต้นทุนถูกที่สุด แม้แต่ประเด็นที่เรายังยืนยันอยู่คือการลดภาษีสรรพสามิต เป็นการลดต้นทุนที่ตรงง่ายเร็วชัด ประเมินตัวเลขต่าง ๆ ได้ง่าย

ยังไม่นับเรื่องของการต้องไปเจรจากับโรงกลั่นน้ำมันหรือการทบทวนสูตรการซื้อไฟฟ้า เพราะปัจจุบันสูตรที่คำนวณอยู่เป็นจริง และยิ่งก๊าซธรรมชาติราคาสูงเท่าไหร่กำไรหรือส่วนต่างของโรงไฟฟ้าก็สูงมากขึ้นเท่านั้น

Advertisememt

การใช้มาตรการกระตุ้นตกลงรัฐบาลจะเอาอย่างไร เพราะด้านหนึ่งก็บอกกับพวกเราให้ประหยัด ตกลงจะให้ประหยัดหรือจะให้ใช้เงิน

นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า คนที่จะใช้คนละครึ่งต้องมีครึ่งของตัวเองก่อนด้วย ถ้าเราออกมาตรการไปโดยที่กลุ่มเป้าหมายจำกัด ในที่สุดมันก็เกิดการหมุนเวียนจริง แต่เราจะช่วยได้ตรงกับเศรษฐกิจปัจจุบันได้มากน้อยแค่ไหน

“อย่างผมถ้าจะใช้คำว่าจ่ายเงินก็แล้วกัน ก็น่าจะแจกไปในกลุ่มคนที่น่าจะได้รับผลกระทบ หรือมีความต้องการในภาวะแบบนี้มากที่สุด ผู้มีรายได้น้อย คนที่เกี่ยวกับต้นทุนเกี่ยวกับพลังงานเยอะ ผมว่าแบบนี้จะใช้เงินที่คุ้มค่า” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ส่วนมาตรการที่ออกมาเมื่อวันที่ 10 เม.ย.นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทั้งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ หรือส่วนที่พูดเรื่องรถโดยสารทั้งหลาย ดูแล้วตั้งคำถามว่าปริมาณเงินที่ใช้กับคนที่ต้องได้รับการช่วยเหลือมันไม่ได้สัดส่วนกันเท่าไหร่ หลายมาตรการครอบคลุมคนจำนวนน้อยมาก โดยเฉพาะนโยบายแนวธงฟ้า ผมลองคำนวณเล่น ๆ ไม่แน่ใจว่าจะต้องเลือกอย่างไร

เนื่องจากคนที่ต้องเข้าโครงการน่าจะมีเยอะกว่าเงินที่มีอยู่ คงต้องดูว่าจะบริหารจัดการอย่างไร และอาจจะต้องลงทะเบียนกันใหม่ด้วย ในส่วนของขนส่ง การช่วยเหลือมาในรูปของการจ่ายเงินให้รถที่มีการตรวจจับ GPS และแบ่งตามขนาด ซึ่งถ้าเทียบเป็นสัดส่วนก็เช่นเดียวกัน คือมันน้อย ภาพรวมในขณะนี้ประเทศไทยใช้เงินช่วยเหลือวิกฤตน้อยมาก ถ้าเทียบกับประเทศอื่นที่ออกมาตรการกันไป แต่ถ้าจะบอกว่าเงินมีจำกัด เราถึงต้องบอกว่ามาจัดความสำคัญกันดีหรือไม่

ส่วนที่จะใช้คนละครึ่งพลัสเป็นหัวหอกหลักนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คงอยากได้ผลทางการเมืองหรือไม่ จึงต้องเอานโยบายเรือธงทำนองนี้มา คงต้องรอและให้โอกาสว่าจะปรับกับสถานการณ์ได้มากน้อยแค่ไหน

นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า วันนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช้คำว่าไม่อยากไปช่วยเรื่องภาษีสรรพสามิต อยากเก็บเป็นไพ่ใบสุดท้าย ถ้าลดภาษีตัวนี้ เดี๋ยวจะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ตนก็จะถามว่าทำไมไปเจาะจงตรงนั้น ทำไมไม่ตัดงบรายจ่าย ตนเข้าใจ ถ้าเราลดภาษีตรงนี้ก็ไม่มีเงินไปทำอย่างอื่น แต่อย่างอื่นนั้นมีเยอะแยะ เราต้องจัดลำดับความสำคัญ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อยากถามว่าทำไมปล่อยเวลาเรื่องการกลั่นน้ำมัน รูปแบบที่เก็บควรจะทำเป็นค่าธรรมเนียมพิเศษ หรือภาษีลาภลอย ซึ่งมันจะได้สัดส่วนและสามารถทำให้ตามทันสถานการณ์ได้ดีกว่าที่จะต้องรอประชุม ผมไม่แน่ใจว่าจะประชุมครั้งต่อไปเมื่อไหร่ ทำไมประเทศอื่นทำได้ ถ้าไม่มีกฎหมาย ท่านก็ออกพระราชกำหนดก็ได้

“เพียงแต่ว่าที่เขาเตือนไว้ภาษีลาภลอยเวลาสถานการณ์เปลี่ยนมันต้องหยุดเก็บ บางประเทศยอมรับว่ารัฐบาลอาจจะลักไก่ เก็บแล้วก็เก็บต่อไป แต่ถ้าเรากำหนดกติกาให้ชัดว่าแค่ไหนคือสิ่งที่เรียกว่าลาภลอย ก็สามารถเก็บได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึง การที่รัฐบาลไม่เก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เนื่องจากอยากให้เป็นไพ่สุดท้าย ว่าก็ไม่รู้ว่าไพ่ใบสุดท้ายจะมาตอนไหน จริง ๆ สามารถทำได้เลย ทุกคนเข้าใจดี แต่เราต้องพยายามอย่าให้ต้นทุนกับราคาสินค้ามันวิ่งขึ้นไป โดยทำให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคอยู่กันไม่ได้ วันนี้ถ้าไปถามผู้ประกอบการเขาขาดทุนกันแล้ว แต่เขากัดฟันกันอยู่ วันที่เอากองทุนน้ำมันไปอุ้ม มันไม่มีใครฝันว่าจะอุ้มได้ตลอดไป แต่คุณตรึงไว้เพื่อเอาเวลามาเตรียมในการหามาตรการที่พุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม แต่ตรึงไว้ 15 วัน ไม่ออกอะไรเลย ราคาสินค้ามันก็พุ่งสูงขึ้น

ส่วนที่ราคาน้ำมันโลกลดลง แต่ราคาในประเทศยังไม่ลดลง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เขาคงประเมินแบบนั้น ทุกคนย้ำว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน สมมติว่าเกิดความตึงเครียดขึ้นมา ก็มีสิทธิ์ที่ราคาจะขึ้นได้อีก ต้องยอมรับ เข้าใจที่รัฐบาลพยายามจำกัดภาระกองทุน ไม่ด่วนที่จะลดราคาหน้าปั๊ม แต่ทำไมแบบนี้ถึงตอบสนองต่อราคาน้ำมันดิบเร็ว แต่ทำไมการเก็บค่าการกลั่นไม่เอามาใช้ ทำไมต้องรอ

ส่วนกรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่าวิกฤตครั้งนี้คล้ายกับต้มยำกุ้งนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กรณีต้มยำกุ้งมีหนี้ต่างประเทศเป็นปัญหาใหญ่ จึงเกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่น เงินไหลออก คนที่เดือดร้อนช่วงแรกจะเป็นชนชั้นกลาง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีมิติของต่างประเทศแบบนั้น

แต่เป็นปัญหาของต้นทุนที่สูงขึ้นเฉียบพลันจากข้างนอก ทำให้กำลังซื้อของคนได้รับผลกระทบ มันจึงไม่ตรงกันเสียทีเดียว เลวร้ายสุดหมายความว่าหนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้นเยอะมาก แต่ก็ยังไม่ตรงกับต้มยำกุ้ง เพราะหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศ ซึ่งยังไม่เห็นกรณีที่หนี้จะทะลุเฉียบพลันหรือรุนแรง ซึ่งผมก็คิดอยู่ว่าเขาจะขยับเปอร์เซ็นต์หนี้สาธารณะ โดยถ้าจำเป็นก็ไม่ขัดข้อง แต่ขอให้มีแผนให้ชัดว่าในอนาคตจะปรับลงมาอย่างไร

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการมหาดไทย กล่าวว่าตนเองมีความสามารถและการใช้คน ว่าตนบอกว่าโจทย์มันต่างกัน ซึ่งนายอนุทินอาจจะชินกับรูปแบบของภาคเอกชน ความหมายของตนคือเป้าหมายการบริหารงานของภาคเอกชนคือกำไรสูงสุด แต่พอท่านมาบริหารประเทศ มันไม่ได้มีเป้าหมายเดียวกันขนาดนั้น แล้วหลายครั้งเราจะเห็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อาจจะเห็นไม่ตรงกัน

”ต่อให้ท่านมีพรสวรรค์ในการเลือกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเขาจำเป็นจะต้องรู้ทิศทางและประสานกับกระทรวงอื่น ๆ คนเดียวที่ได้แก้ปัญหาตรงนี้ได้คือตัวนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีในคลัสเตอร์ ประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันก็คือกระทรวงเกษตรฯ หลุดไปอยู่ที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯ“ นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวยกตัวอย่างว่า สหภาพยุโรปที่จบยาก เพราะกระทรวงเกษตรฯและพาณิชย์ไม่คุยกัน ใครจะแก้ปัญหาตรงนี้ คำตอบของผมคือนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี การโยนงานมันจึงทำไม่ได้ในหลายกรณี โจทย์ของประเทศกับโจทย์ขององค์กรในภาคเอกชนต่างกัน ต่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เก่งกาจ แต่ไม่รู้ว่าอีกคนกำลังทำอะไร หรือควรจะช่วยหรือไม่หรือทำตรงกันข้าม

“ตอนนั้นคุณศุภจีก็ปราศรัยเอง ว่าให้เลือกภูมิใจไทยเยอะ ๆ จะได้คุมเกษตรด้วย” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ส่วนที่มีการวิจารณ์ที่นายวีระพงษ์ ประภา อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกไปเป็นผู้แทนการค้าไทย

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผมไม่อยากไปยุ่ง แต่เห็นกองเชียร์เขาตีกัน เถียงกันวุ่นวาย และเริ่มมาพูดว่าเรื่องนี้รัฐบาลเขาพูดกับผู้ใหญ่พรรคประชาธิปัตย์แล้ว จะมาพูดอะไรกัน ผมก็เลยต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูด

“นายวีระพงษ์เขาเห็นตรงกับผม ขณะเดียวกันที่พรรคเป็นฝ่ายค้านถ้าไปแล้วมีคำถามว่าตกลงแล้วแปลว่าอะไร พรรคจะตรวจสอบเต็มที่หรือไม่ มันก็ทำให้เกิดความชัดเจน ไม่ได้มีปัญหาเลย มันต้องไม่มีผลประโยชน์ขัดกัน การทำประโยชน์เพื่อชาติ คนที่ทำหน้าที่บริหารก็ต้องทำเต็มที่ ขณะเดียวกันฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบเต็มที่ แต่ถ้าเกิดสถานะไม่ชัดมันก็ไม่ใช่ มีการคุยกัน 2-3 รอบก่อนหน้านั้น ยืนยันว่าไม่มีอะไรติดค้างคาใจ อยากเดินหน้าทำงานต่อไป“ นายอภิสิทธิ์กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง