หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการ กรณีฮุน มาเนตผู้นำกัมพูชา ประกาศจะใช้วิธีเจรจาทวิภาคีกับประเทศไทย เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ

ธนเชษฐ วิสัยจร
รักษาการหัวหน้าภาควิชาการเมืองและความสัมพันธ์
ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
สถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงปี 2568-2569 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นมิติสำคัญประการหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นั่นคือเวลา ในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะกัมพูชา ในอดีตมักใช้ยุทธศาสตร์ทำให้เป็นสากล ของข้อพิพาท ด้วยการพยายามดึงมหาอำนาจหรือองค์กรระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาท ไม่ว่าจะเป็นการอ้างอิงถึงสหรัฐอเมริกา จีน หรือการใช้เวทีศาลโลก เพื่อสร้างภาพของการเป็นเหยื่อ และหวังให้มหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงหรืออย่างน้อยกดดันไทยในเชิงศีลธรรมและการเมือง ดังที่เห็นเป็นประจักษ์มาตั้งแต่การพยายามดึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา รวมถึงนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานอาเซียนเมื่อปี 2568 เข้ามาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยหลังจากมีการปะทะกันทางทหารในเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ในรอบความขัดแย้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2568 กลยุทธ์ดังกล่าวกลับไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่กัมพูชาคาดหวัง สาเหตุสำคัญมิได้อยู่เพียงที่ความชอบธรรมของข้อเรียกร้อง แต่เป็นเรื่องของจังหวะเวลาในระบบระหว่างประเทศ ปัจจุบันความสนใจของมหาอำนาจได้เคลื่อนย้ายไปสู่พื้นที่ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงกว่า โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลาง เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานหลักของโลก ราคาน้ำมันพุ่งสูงและความเสี่ยงด้านพลังงาน ทำให้มหาอำนาจต้องทุ่มทรัพยากรและความสนใจไปยังพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาถูกลดทอนความสำคัญลงในสายตานานาชาติ
เมื่อเวลาของเวทีโลกไม่เอื้อ กัมพูชาจึงเผชิญกับต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจากยุทธศาสตร์เดิม โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปิดจุดผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา มีทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ อรัญประเทศ-ปอยเปต, คลองลึก-ปอยเปต, ช่องสะงำ-อัลลองเวง, ช่องจอม-โอเสม็ด, บ้านผักกาด-บ้านปรม และบ้านแหลม-บ้านตวง ทั้งหมดอยู่ที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี การปิดด่านเป็นระยะเวลา 3-4 เดือน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าชายแดน การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนกัมพูชาพึ่งพาเศรษฐกิจชายแดนอย่างสูง
ในมิตินี้ เวลากลับกลายเป็นแรงกดดันภายในบีบให้รัฐบาลกัมพูชาต้องทบทวนยุทธศาสตร์ของตนเอง ยิ่งลากยาวกัมพูชายิ่งมีบาดแผลเหวอะหวะทางเศรษฐกิจและสังคม เมื่อเวลาผ่านไปโดยที่มหาอำนาจมิได้เข้ามาช่วยเหลือเข้าข้างรัฐบาลกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญตามที่รัฐบาลกัมพูชาหวัง ขณะเดียวกันประชาชนตามแนวชายแดนเริ่มได้รับผลกระทบเชิงรูปธรรม ความชอบธรรมของการเล่นบทเหยื่อของกัมพูชาและป้ายสีให้ไทยเป็นพี่ใหญ่อันธพาลในเวทีโลกจึงค่อยๆ เสื่อมถอยลง
การประกาศของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต จะหันมาใช้การเจรจาทวิภาคีกับไทย และลดบทบาทของการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลโลก จึงควรถูกตีความในกรอบของการปรับจังหวะเวลามากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงอุดมการณ์ กล่าวคือ เมื่อหน้าต่างโอกาสในเวทีระหว่างประเทศปิดลง กัมพูชาจำเป็นต้องหันกลับมาใช้กลไกให้ผลลัพธ์ได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากกว่า นั่นคือการเจรจาโดยตรงกับไทย
การปรับท่าทีของกัมพูชาในครั้งนี้เป็นการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าความจริงใจในระยะยาว กล่าวคือ กัมพูชาอาจมิได้ละทิ้งเครื่องมือระหว่างประเทศอย่างถาวร เพียงแต่พักใช้ยุทธศาสตร์เล่นบทเหยื่อเอาไว้ก่อนในช่วงเวลาไม่เอื้ออำนวยเท่านั้น หากบริบทโลกเปลี่ยนไป ก็มีความเป็นไปได้สูงจะกลับไปใช้ยุทธศาสตร์เดิมอีกครั้ง
ขณะที่ภาคธุรกิจชายแดนทั้งฝั่งไทยและกัมพูชามีมุมมองเป็นรูปธรรมมากกว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของการค้า ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้า การค้าปลีก หรือแรงงานข้ามแดน เสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจจึงสนับสนุนการเจรจาทวิภาคี เนื่องจากเป็นกลไกสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้รวดเร็วและลดความไม่แน่นอน
อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญคือเชื่อได้มากน้อยเพียงใด คำตอบอาจต้องอยู่บนหลักความเป็นจริงทางการเมืองระหว่างประเทศ นั่นคือรัฐจะยึดผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลักมากกว่าความสัมพันธ์เชิงอารมณ์ ดังนั้น ไทยควรเปิดรับการเจรจา แต่ต้องดำเนินไปบนพื้นฐานของความระมัดระวังและมีเงื่อนไขชัดเจน เงื่อนไขเชิงเวลาจะทำให้ไทยกุมความได้เปรียบในฐานะเพิ่งตั้งรัฐบาลใหม่ นั่นคือการดำเนินการตามแผนให้เป็นไปตามปฏิทินของรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาการคงไว้ หรือยกเลิกบันทึกความเข้าใจต่างๆ เช่น เอ็มโอยู44 หรือการจัดประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission)
ขณะเดียวกันไทยควรรักษาทางเลือกในเวทีระหว่างประเทศไว้เช่นกัน มิใช่ปิดประตูโดยสิ้นเชิง เพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรอง หากการเจรจาทวิภาคีไม่คืบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายสถานการณ์ให้นานาชาติเข้าใจถึงเงื่อนไข ความเป็นมาเป็นไปของความขัดแย้งในปี 2568 ทั้งการรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน ฝรั่งเศสในฐานะอดีตเจ้าอาณานิคม ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน รวมถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ถูกจับตามองว่าอาจเป็นพื้นที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าที่ผ่านด่านจากไทยโดยตรงไม่ได้
สุดท้าย ไทยควรให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนชายแดน เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และใช้ข้อมูลจากภาคสนามเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดนโยบาย
กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนท่าทีของกัมพูชาในครั้งนี้มิใช่เรื่องของความจริงใจหรือความไม่จริงใจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลของเวลาที่เปลี่ยนไปในทั้งระดับระหว่างประเทศและภายในประเทศกัมพูชาเอง และในโลกของการเมืองระหว่างประเทศ ผู้เข้าใจและใช้เวลาได้ดีกว่า มักเป็นฝ่ายได้เปรียบเสมอ

นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา
ท่าทีที่เกิดขึ้นนั้นเชื่อว่าการที่กัมพูชาไปพึ่งศาลโลก หรือ ICJ น่าจะไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เหมือนกับการใช้วิธีเจรจาแบบ JBC กับไทยจึงเปลี่ยนจากท่าทีเคยแข็งกร้าวมาเป็นการยอม แล้วอ้อนขอพูดคุยด้วย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าปัจจัยสำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจ ต้องไม่ลืมว่าผลกระทบระหว่างไทย-กัมพูชานั้น กัมพูชาต้องพึ่งพาเราจากหลากหลายปัจจัย ทั้งด้านแรงงานรวมถึงภาษีทรัมป์ก็โดนหนักเหมือนกับไทย ทั้งยังมีปัจจัยปากท้องของประชาชนด้วย ทำให้กัมพูชานั้นอยู่ยากหากมาสร้างความเป็นศัตรูกับไทย เพราะต้องพึ่งพาไทยในด้านเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก การใช้รูปแบบชาตินิยมจากความคลั่งชาติเพื่อให้เกิดความเกลียดชัง และตัดความสัมพันธ์กับไทยนั้น สะท้อนออกมาให้เห็นแล้วว่าไม่ก่อประโยชน์ให้กับประชาชนคนกัมพูชาเองเลย
หากจะพูดกันแบบภาษาชาวบ้านนั้นก็คือจนตรอกแล้ว จะหันหน้าไปทางไหนไม่ได้แล้ว จึงเป็นการนำมาสู่การเปลี่ยนท่าที และกลับมาเจรจากันดีกว่า มีปัจจัยสำคัญที่สุดคือเรื่องเศรษฐกิจ จึงทำให้ต้องกลับลำแล้วหันหัวเข้ามาสู่เวทีการเจรจา
ก่อนหน้านี้เราจะไม่เห็นท่าทีแบบนี้ของผู้นำกัมพูชามาก่อนเลย แต่ไม่ได้เกินความคาดหมาย เพราะเรายกแผ่นดินหนีกันไม่ได้ จึงมองเห็นอยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งเมื่อกัมพูชาจนตรอกโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ จากการปิดด่านชายแดนทำให้ฝ่ายเขาเองนั้นบอบช้ำมากกว่าเรา
ประชาชนอดอยากเพราะภายในประเทศกัมพูชาไม่มีกิจกรรมทำให้เกิดการจ้างงานเหมือนกับในประเทศไทย หากความสัมพันธ์ไม่มีโอกาสฟื้น ตัวประเทศเขาเองหรือฮุน มาเนต ก็ไม่รู้ว่าจะฟื้นเศรษฐกิจอย่างไร การใช้คำว่าจนตรอกนั้นก็ถือว่าไม่ผิดอะไร จึงได้หันกลับมา หรืออาจจะคิดหรือฝันถึง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เคยบอกว่าเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า จริงๆ นั้นควรคิดได้ตั้งนานแล้วว่าการสู้รบกันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร แต่เป็นการกระทำหวังผลทางการเมืองมากกว่า สุดท้ายทั้ง 2 ประเทศก็จะมีแต่ความบอบช้ำ คำว่าจนตรอกนั้นจึงไม่เกินเลยไปจากการเปรียบเทียบ
แต่พอพูดถึงเรื่องนี้ ถือว่าละเอียดอ่อนในสังคมไทย สำหรับสิ่งที่กัมพูชาเคยทำ เราได้เห็นว่ากระสุนตกลงมาใส่ปั๊มน้ำมัน ตกใส่โรงเรียน โรงพยาบาล อะไรต่างๆ ของไทย เราได้รับความเสียหาย ภาพเหล่านี้จึงยังคงหลอกหลอนอยู่ในหัวใจของคนไทย ถ้าหากจะมีการเจรจาจึงต้องดูความจริงใจของทางกัมพูชาด้วยว่ามีความจริงใจมากน้อยแค่ไหน เช่น หากคุณผิดคุณก็ต้องกล้าขอโทษประเทศไทยหรือไม่ ถ้าแสดงความจริงใจจะไม่กระทำอีกหรือไม่
เมื่อจะใช้เวทีการเจรจาแล้ว ต้องจริงใจต่อการแก้ไขปัญหาด้วย ไม่ใช่ปากเจรจา แต่ยังมีการวางทุ่นระเบิด ยังมีการยั่วยุจากทหารตามแนวชายแดน ทำให้ไม่เห็นถึงความจริงใจ หากจะมาเจรจากันแบบนี้ ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ในเรื่องความรู้สึกของพี่น้องคนไทย อาจจะไม่พอใจด้วยซ้ำ หากเมื่อเกิดการเจรจากันขึ้น แต่ก็อยากให้พี่น้องคนไทยได้เปิดใจว่า สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเราหรือฝ่ายเขาเรา ไม่สามารถยกแผ่นดินแยกออกจากกันได้ สงครามไม่ได้ก่อให้เกิดอะไร แต่ที่ผ่านมา เมื่อเขาผิดก็ไม่ได้บอกว่าจะต้องลืม และกัมพูชาจะต้องแสดงความจริงใจในการขอโทษเราอย่างจริงจัง จากการทำให้เราต้องเกิดความสูญเสีย
หากมาเจรจาภายใต้ความไม่จริงใจ หรือปากว่าตาขยิบนั้น ตรงนี้รัฐบาลก็อาจถูกกดดันจากพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ไปด้วย เป็นสิ่งที่ฮุน มาเนต ต้องปฏิบัติด้วย ทั้งการถอยร่นกองทัพ การไม่ให้ทหารมายั่วยุตามแนวชายแดน และความเคลือบแคลงจากการวางทุ่นระเบิดเพิ่มเติมนั้น ต้องแสดงออกมาให้เห็นหรือทำให้ดูถึงความจริงใจจะต้องมีมา ต้องแถลงขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับผิดก่อนว่าการสู้รบที่ผ่านมานั้น ฝ่ายคุณทำอะไรไป อะไรผิดคุณต้องกล้าขอโทษ
พูดเป็นภาษาชาวบ้านหากจะไปคุยกับเขา อะไรผิดก็ต้องยอมรับผิด แล้วต้องกล้าขอโทษ หากมีการแถลงว่าคุณผิดไปแล้วที่กระทำการแบบนั้น และจะไม่เหมือนกับท่าทีที่ผ่านมา ก็อาจจะพอเป็นเครื่องสัญลักษณ์บางอย่าง จะทำให้สื่อออกมาได้ถึงความจริงใจจากเขาบ้าง หากได้ขอโทษต่อเวทีโลกได้กระทำการแบบนั้น สุดท้ายก็เข้าใจในความรักชาติรักแผ่นดินของพี่น้องคนไทย แต่สงครามไม่ได้ก่อให้เกิดอะไร การเจรจาพอมีหนทางทำให้พี่น้องทั้งสองประเทศลดความเกลียดชังกัน ทุกอย่างมีทางออกที่ไม่ใช่สงคราม เพราะสงครามมีแต่ความสูญเสียด้วยกันทั้ง 2 ประเทศ
ส่วนเราต้องตั้งเงื่อนไขอะไรออกมากำกับในความจริงใจหรือไม่นั้น แน่นอนว่าการจะเจรจากันนั้น คุณต้องเคารพ แม้จะถือแผนที่หรือโฉนดคนละฉบับ แต่เงื่อนไขนั้นจะต้องไม่ทำให้เราเสียเปรียบ ในจุดไหนเป็นข้อพิพาทตกลงกันไม่ได้จริงๆ จะตั้งเงื่อนไข อย่างไรก็ตามประเทศชาติจะต้องไม่เสียหาย ใครมาเป็นรัฐบาลก็ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ในการจะไปตกลงอะไรกับเขา อย่าให้กระทบต่อความรู้สึกของประชาชน และมองผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศเป็นที่ตั้ง
แม้แต่เราเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่พึ่งพาเขา ยังมีการพึ่งพาด้านแรงงาน แม้จะมีแรงงานจากประเทศอื่นมาทดแทนก็ตาม แต่ประเทศอยู่ติดกันจะไปทะเลาะกันก็คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร ฉะนั้นเงื่อนไขก็คือต้องพึงระวัง ไม่ให้เราไปเสียเปรียบในจุดคนไทยรู้สึกว่าตรงนี้เราต้องไปยอมเขาด้วย จึงถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจริงๆ เรื่องไทย-กัมพูชาเมื่อก่อนการเลือกตั้งนั้น เป็นเรื่องทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย มีคะแนนนิยม เพราะไปแตะความรู้สึกคนไทยบางส่วนให้เกิดความคลั่งชาติ ความเป็นชาตินิยม ฉะนั้นเงื่อนไขก็คือภายใต้ประโยชน์ของประเทศเรา และยึดประโยชน์ของทั้งสองประเทศร่วมกันเป็นหลัก
ส่วนผลกระทบกับประเทศไทยเมื่อด่านชายแดนปิดนั้น แน่นอนว่ากัมพูชาเป็นผู้ซื้อกับเรา เพราะเขาไม่มีกิจกรรมการผลิต ไม่มีอุตสาหกรรมเหมือนเรา การค้าเขาก็เสียดุลเรา แต่หากนำมาเปรียบเทียบกันความเสียหายทางเศรษฐกิจนั้นเขาจะเสียหายมากกว่าเรา เพราะเขาพึ่งพาเรามากกว่า ไม่ว่าจะเสียหายมากหรือน้อย เหมือนคนทะเลาะกันการอยู่ด้วยกันแบบอึมครึม ก็จะทำให้เสียหายทั้งสองประเทศ
การกลับมาทำให้ทั้งสองประเทศอยู่ติดกันอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขได้ จึงเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะข้อเน้นย้ำคือเราไม่สามารถยกแผ่นดินหนีออกจากกันได้ จึงต้องหาทางทำให้ข้างๆ บ้านน่าอยู่กว่าเดิม และเป็นบทเรียนทำให้ฮุน มาเนต และแม้กระทั่ง ฮุน เซน เองได้คิดว่าการหวังผลทางการเมืองกับชาตินิยมโดยการมาสู้รบกับไทยนั้น ไม่ได้ก่อประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนของเขาเลย คุณต้องหันกลับไปมองตัวเอง เพราะคุณพึ่งพาเราอยู่
ที่ผ่านมาเราก็อยู่ด้วยกันแบบเป็นมิตร แรงงานเราก็ใช้แรงงานชาวกัมพูชา ก็ทำให้คุณได้ประโยชน์ คนกัมพูชาก็มีงานทำ เพราะกัมพูชาไม่มีกิจกรรมการจ้างงานแบบเรา จึงต้องเล็งประโยชน์ปากท้องของประชาชนเป็นหลัก เป็นบทเรียนให้ตระกูลฮุน เซน ว่าอย่าใช้ความเป็นชาตินิยมมาโดยการสู้รบกับเพื่อนบ้านอย่างไทย เป็นมิตรอันดีกับกัมพูชามาอยู่แล้วก่อนหน้านี้





