สถานีคิดเลขที่ 12 | ถึงจุดเปลี่ยน โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

การเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่อิสลามาบัด ปากีสถาน เมื่อวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. ล้มเหลว

สื่อต่างประเทศรายงานว่า 2 ฝ่ายกำลังมองหนทางในการเจรจารอบใหม่

เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะการสู้รบบานปลายออกไปมาก

ผลกระทบที่ตามมา ร้ายแรงและสร้างความเสียหาย ยิ่งกว่าตัวการสู้รบเองด้วยซ้ำ

สหรัฐกับอิหร่านจะคุยกันได้หรือไม่ อิสราเอลจะเลิกผสมโรงโจมตีเลบานอนหรือไม่ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง

Advertisement

สิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกทั้งใบ คือ จะปรับตัว ปรับแนวทางชีวิต เพื่อรับผลกระทบจากความขัดแย้งนี้อย่างไร

บ้านเราก็ไม่ได้ต่างจากประเทศอื่นๆ ที่หนักหน่วงที่สุด คือ เรื่องของน้ำมันและก๊าซ ซึ่งสงครามครั้งนี้ ตอกย้ำชัดๆ ว่าเราต้องนำเข้าจากแหล่งต่างๆ

และเราไม่ใช่ประเทศที่แอบร่ำรวยพลังงาน ขุดพบเยอะแยะแต่ปิดฝาไว้ ไม่ยอมเอามาใช้

แต่ต้องนำเข้าด้วยราคาแพงลิ่ว ราคาน้ำมันที่เติมกันอยู่ตามปั๊มต่างๆ เป็นราคาที่ผ่านกระบวนการรักษาระดับ ที่ทำให้คนไทยพอจะแบกรับ หรือควักจ่ายไหว

โดยเฉพาะคือกองทุนน้ำมันเรียกเก็บจากผู้ผลิต หรือโรงกลั่น ผู้นำเข้า และผู้ค้าน้ำมันและผู้รับสัมปทานก๊าซ ถ้าราคาตลาดโลกสูง ก็ควักจ่ายอุดหนุน ถ้าราคาตลาดต่ำ ก็เรียกเก็บเงินเอาไว้จ่ายชดเชย ตอนราคาแพง

รอบนี้ราคาขึ้นสุดๆ หลายระลอก กองทุนยังตาเหลือก ทำท่าจะเอาไม่อยู่ ต้องปรับการชดเชยลงมา จนได้เห็นราคาน้ำมันที่ชวนสติแตกในขณะนี้

ระยะนี้ถ้าฟังจากนายกฯ, รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ จะได้ยินเสียงคาดการณ์คล้ายๆ กันว่า ราคาน้ำมันจะแพงไปเรื่อยๆ

จะไม่ได้ยินใครออกมาทุบโต๊ะบอกว่า เดี๋ยวเขาเลิกรบกัน ราคาน้ำมันจะถูกลงมาเอง

และจะพูดกันมากขึ้น และจริงจังมากขึ้นถึง “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” คือการหันไปใช้พลังงานอย่างอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำมัน

ก่อนหน้านี้ 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน จากแดด จากลม และอื่นๆ เช่น ไฮโดรเจน แม้กระทั่งนิวเคลียร์ มักจะถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ

ประมาณว่า สร้างภาพ เพ้อฝัน คิดไกลไปหรือฝันเฟื่องเกินไปหรือเปล่า

ยิ่งถ้าพ่วงเอาความห่วงใยสิ่งแวดล้อม อาทิ การปล่อยคาร์บอน ก๊าซเรือนกระจก ก็ยิ่งจะดูเป็นพวกโลกสวย

ผู้นำอเมริกัน คนเดียวกับที่รบกับอิหร่าน ก็ยังยึดมั่นเชียร์ให้ขุดน้ำมันมาใช้เยอะๆ ด้วยคำว่า Drill Baby, Drill

แต่หลังจาก 28 ก.พ.เป็นต้นมา เรื่องพลังงานที่จะมาทดแทนน้ำมัน กลายเป็นเรื่องที่จะต้องทำอย่างจริงจัง

รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เพิ่งเข้ามารับหน้าที่ ก็จะเดินหน้าในลักษณะนโยบายแล้ว

อย่างการให้ธนาคารออมสิน ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินกว่า 5,000 ล้านบาทให้ประชาชนกู้ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และซื้อรถไฟฟ้าผ่อนนาน 5 ปี ดอกเบี้ยต่ำ ฯลฯ

และคงจะมีแนวทางที่รองรับทิศทางใหม่ๆ มากกว่านี้ตามมาออกมาอีก

ภาระของรัฐบาลใหม่ถือว่าหนักระดับหลังแอ่นทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ

หลายๆ เรื่องควรทำมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้ทำหรือทำไม่ได้ จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม

ปี 2569 นี้ ต้องเดินหน้ากันแล้ว