Yoguruto ก่อนจะถึงร้อยล้าน: เคยให้เช่าบ้าน ขายหน้ามหาลัย และได้ไอเดียจากยูทูป

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ Yoguruto (โยกุรุโตะ) โยเกิร์ตปั่นสไตล์ญี่ปุ่น จะมีจุดเริ่มต้นมาจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกันเลยอย่าง ‘บ้านเช่ารายวัน’ 

Yoguruto

จากวันนั้นถึงวันนี้ แบรนด์ขยายสาขาได้มากกว่า 270 แห่ง และยังเคยเป็นไวรัลจนของขาดอยู่พักใหญ่

แล้ว Yoguruto มาถึงวันนี้ได้ยังไง? Brand Inside มีโอกาสได้ฟังเรื่องราวจาก ‘เอลฟ์-เอื้อการย์ สำรวลหรรษ์’ ผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและ COO ของ Yoguruto จากงาน The Entrepreneur Forum 2026 ซึ่ง Brand Inside จะพาไปถอดรหัสความสำเร็จของคุณเอลฟ์กัน

[ โยเกิร์ตไม่ใช่เรื่องถนัด แต่ ‘ต้องทำ’ ]

ที่จริงแล้วจุดเริ่มต้นของ Yoguruto ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจะเข้ามาในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแต่แรก แต่เป็นการแก้โจทย์การเอาตัวรอดจากธุรกิจเดิม 

คุณเอลฟ์เล่าว่าก่อนหน้านี้มีธุรกิจให้เช่าบ้านรายวันสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ต้องมาเจอจุดพลิกผันคือโควิด-19 จนต้องเจอกับรายได้ที่เป็นศูนย์ 

ความท้าทายในตอนนั้นคืออสังหาริมทรัพย์ที่มี ไม่สามารถเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่นได้เพราะไม่ได้อยู่ในทำเลค้าขาย 

แต่เพื่อแบกรับค่าใช้จ่ายคงที่ และรักษาทีมงานไม่ให้ต้องว่างงาน ส่งผลให้ผู้บริหารต้องตัดสินใจ อย่างเร่งด่วนในการมองหาโมเดลธุรกิจใหม่เหนือไปจากความถนัดเดิม 

จนไปพบกับเทรนด์โยเกิร์ตในต่างประเทศ ผ่านยูทูป ที่ในขณะนั้นยังเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ในไทย

แม้ในช่วงล็อกดาวน์ การเดินทาง การจัดหา และการขนส่งวัตถุดิบจะยากลำบาก แต่ ‘เอลฟ์’ มองว่า นี่คือจุดที่ทำให้แบรนด์ได้ฝึกกล้ามเนื้อในการทำซัพพลายเชน และเป็นจังหวะในการเตรียมผลิตภัณฑ์อย่างใจเย็น แม้พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงนั้นจะยังไม่ออกมาซื้อสินค้าหน้าร้านได้เต็มที่ก็ตาม

เมื่อเวลาผ่านไป Yoguruto ก็ขยายจากร้านแรกหน้ามหาวิทยาลัย ไปสู่ 5 สาขา ก่อนจะสเกลเป็น 270 สาขาในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทางแบรนด์ทำได้ด้วยแนวคิดที่ต้องทำให้ธุรกิจ ‘Copy ยาก แต่ Paste ง่าย’

[ Yoguruto จะโตได้ต้อง ‘อร่อย’ ทุกเมนู ไม่มีข้อแม้ ]

‘เอลฟ์’ มองว่าสูตรสำคัญที่ทำให้ Yoguruto สามารถขยายตัวได้มหาศาลคือเฟรมเวิร์ค 3 Good ซึ่งได้แก่ Good Product, Good Team และ Good System 

ในแง่ของผลิตภัณฑ์ แบรนด์มีคอมมิตเมนต์ว่าจะ ‘ไม่ทำของไม่อร่อยเด็ดขาด’ โดยทุกเมนูใหม่ต้องผ่านการทำ Blind test จากพนักงานเกือบร้อยคนเมนูที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะถูกคัดออกทันที 

เธอย้ำว่าต้องเน้นทุกเมนูไม่ใช่แค่เมนูชูโรงหรือแก้ว Seasonal ก็ตาม เพื่อรักษา First Impression ของลูกค้าทุกคนให้คงที่ เนื่องจากเราไม่มีทางรู้เลยว่าลูกค้าใหม่จะซื้อเมนูไหนเป็นแก้วแรก

นอกจากนี้ เธอเผยเองว่าธุรกิจที่ดีต้อง ‘Copy ยาก แต่ Paste ง่าย’ ธุรกิจที่สเกลได้ต้องทำซ้ำได้จริง แบรนด์ให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพเหนือปริมาณ’ ถึงขั้นกล้าที่จะบอกเลิกสัญญาแฟรนไชส์สำหรับสาขาที่ไม่สามารถรักษามาตรฐานได้ เพราะเชื่อว่าหากไม่คัดคน แบรนด์จะโตอย่างยั่งยืนไม่ได้

[ ระบบต้องแข็ง เลียนแบบยากแต่ทำซ้ำเองง่าย ]

‘เอลฟ์’ บอกว่าเธอให้ความสำคัญกับระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่งซึ่งยากจะเลียนแบบ โดยมีความลับอยู่ที่เอกสารมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงาน (SOP: Standard Operating Procedure) ที่หนาเกือบ 100 หน้า 

เอกสารนี้ไม่ใช่กระดาษธรรมดา แต่เขียนขึ้นโดยผู้บริหารที่ไปปั่นโยเกิร์ตหน้างานจริง เพื่อแกะ Pain Point และย่อยขั้นตอนยาก ๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายทำซ้ำได้สำหรับผู้ประกอบการที่ซื้อแฟรนไชส์ไป

เพื่อให้แฟรนไชส์คงเส้นคงวา สำนักงานใหญ่จะเป็นผู้แบกรับเรื่องยากทั้งหมดไว้เอง ส่วนร้านแฟรนไชส์มีหน้าที่เพียงทำตามมาตรฐานที่วางไว้ ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะมีทีมซัพพอร์ตถึง 12 แผนกในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำและเปิดสาขาต่ออย่างยั่งยืน

[ วางแผนมาดี แต่เรื่องเหนือคาดก็เกิดได้ ]

ความท้าทายล่าสุดที่แบรนด์กำลังเจอคือ การเป็นไวรัล บนโซเชียลมีเดียจนคนต่อแถวแน่นขนัดไปทุกร้าน

หลายคนมองว่านี่คือเรื่องดี แต่ในเรื่องดีก็มีความท้าทายซ่อนอยู่เหมือนกันนั่นคือ ‘ของขาดสต็อก’ 

สำหรับการต้องดูแลแฟรนไชส์กว่า 270 สาขา ‘เอลฟ์’ เล่าว่านี่คือความกดดันมหาศาล 

วิกฤตนี้ไม่ได้แก้ได้ง่าย ๆ เพราะตัวโยเกิร์ตเป็นสินค้าที่ต้องทำงานกับสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ อย่างจุลินทรีย์ ซึ่งต้องใช้เวลาบ่มอย่างน้อย 30 ชั่วโมง แถมไม่สามารถใช้โยเกิร์ตยี่ห้ออื่นมาแทนได้เพราะรสชาติต่างกัน

แม้เรื่องนี้จะเป็น Happy Problem ในสายตาคนภายนอก แต่สำหรับ Yoguruto นี่คือบททดสอบความแข็งแกร่งของระบบซัพพลายเชนและการบริหารต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานและวัตถุดิบที่ต้องมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด

เพราะเรื่องนี้เองก็กระทบทั้งแบรนด์ ลูกค้าที่ซื้อแฟรนไชส์ และลูกค้าที่มาหน้าร้าน เธอเล่าว่าปวดใจทุกครั้งที่ผู้บริโภคทักมาว่า อยากกินแต่ว่าร้านปิด ขับรถมาไกลมาถึงไม่มีของขาย

สิ่งที่แบรนด์ทำอาจเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ก็ต้องทำ นั่นคือการสื่อสารอย่างจริงใจ ต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพื่ออธิบายถึงสาเหตุและแผนการแก้ไข (Action Plan) ในอนาคต

สุดท้ายแล้ว แม้จะวางแผนมาดี แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นได้ และกรณีของ Yoguruto ก็สะท้อนว่าแม้จะเจอปัญหาแต่ถ้าระบบของธุรกิจชัดเจนและแข็งพอ ผู้ประกอบการก็จะแก้ปัญหาไปได้ทีละเปลาะ โดยที่ลูกค้าและผู้ซื้อแฟรนไชส์ยังให้ใจกับแบรนด์ต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา