
“พิพัฒน์” ขานรับนายกรัฐมนตรี เขย่างบปี’70 ใช้อย่างคุ้มค่า ลดรายจ่ายไม่จำเป็น เน้นซ่อมบำรุงโครงข่ายเดิม มากกว่าทุ่มงบสร้างใหม่ ดัน”แลนด์บริดจ์” ซื้อสัมปทานรถไฟฟ้า ปูทางระบบตั๋วร่วม เปลี่ยนรถเมล์ ขสมก.จากรถร้อนเป็นอีวี จ่อเช่า”ไทยสมายล์บัส”เพิ่ม 800 คัน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตนและ 3 รัฐมนตรีช่วย ประกอบด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายสรรเพชญ บุญญามณี มอบนโยบายและทิศทางการทำงานของกระทรวงคมนาคม โดยการดำเนินงานในระยะต่อไปจะสอดรับกับข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำ“ความคุ้มค่าและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น” ในการจัดทำงบประมาณปี 2570 ซึ่งจะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับการซ่อมบำรุงโครงข่ายเส้นทางเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่าการทุ่มงบสร้างใหม่
รวมถึงตัดลดงบก่อสร้างอาคารที่ไม่จำเป็น และด้วยสภาวะการณ์ของโลกที่มีความไม่แน่นอน นายกรัฐมนตรีให้เปลี่ยนจากการใช้น้ำมันเป็นไฟฟ้า โดยเฉพาะรถเมล์ของขสมก.จะเปลี่ยน”รถร้อน”เป็น”รถเมล์ไฟฟ้า” ซึ่งปัจจุบันขสมก.ได้จัดซื้อไปแล้ว 1,520 คัน จะมีการส่งมอบในเดือนมีนาคม 2570 แต่ตนจะให้ขสมก.จัดหาเพิ่มเติม เบื้องต้นจะเจรจากับไทยสมายล์บัสที่ยังมีรถอีวีอยู่ 800 คัน เป็นรูปแบบการเช่า นอกจากนี้ให้หน่วยงานรัฐติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อประหยัดพลังงาน
“รัฐบาลชุดนี้จะเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่า 1 ล้านล้านบาท เปิดลงทุนPPP 50 ปี รอร่างพ.ร.บ. SEC ผ่านการพิจารณาจากสภาในสมัยหน้า รวมถึงการจัดตั้งกองทุน ถ้าเคลียร์จบก็เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา จะพยายามเร่งรัดให้เห็นภายในรัฐบาลชุดนี้ เบื้องต้นได้เจรจรกลุ่มผู้ประกอบการจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) บ้างแล้ว”
อีกโครงการที่ต้องเร่งรัดเสนอคณะรัฐมนตรี คือ โครงการรถไฟทางคู่เส้นทางในพื้นที่ภาคใต้จากชุมพร-สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ทะลุถึงมาเลเซีย ตั้งเป้าให้เริ่มการก่อสร้างในปี 2570
“จะเร่งระบบตั๋วร่วม ตอนนี้พ.ร.บ.ตั๋วร่วมผ่านวุฒิสภาแล้ว รอกฎหมายลูกที่ต้องออกภายใน 180 วัน ซึ่งตั๋วร่วมที่ใช้ขนส่งได้ทุกระบบเราจะพยายามทำให้ได้ โดยเฉพาะระบบรางเราอยากให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน และตั้งแต่ 1 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป จะเริ่มเจรจาเอกชน คือ บีทีเอสและBEM ซื้อคืนรถไฟฟ้าเดินหน้านโยบาย Single Ownership รวมการบริหารรถไฟฟ้าทุกสายไว้ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อกำหนดค่าโดยสารในราคาที่เหมาะสม เช่น 40 บาท หรือเก็บเป็นโซนนิ่ง ลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางของประชาชน”

ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารงานเกิดประสิทธิภาพและตอบสนองนโยบายได้สูงสุด จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 3 ท่าน เข้ามาช่วยกำกับดูแลหน่วยงานต่าง ๆ และขยายงานให้ทั่วทุกภูมิภาค ดังนี้
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางบก ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และด้านคมนาคมทางราง ได้แก่ กรมการขนส่งทางราง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) และกำกับดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางอากาศ ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จํากัด สถาบันการบินพลเรือน บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด และกำกับดูแลพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ
นายสรรเพชญ บุญญามณี กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางน้ำ ได้แก่ กรมเจ้าท่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด และกำกับดูแลพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดภาคใต้ทั้งหมด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง





