ปชน.เดินแผนรุก ใน-นอกสภา แก้กับดัก ‘หยุดปฏิบัติหน้าที่’ คดี 44 สส.

คดี 44 สส.
คอลัมน์ : Politics policy people forum

จากยุบพรรคอนาคตใหม่ ยุบพรรคก้าวไกล               

24 เมษายนนี้ถึงคิวที่พรรคประชาชนต้องระทึก แม้ไม่หนักหน่วงถึงขั้นยุบพรรค แต่ก็ทำให้พรรคสีส้มอาจจะต้องขยับเขย่าโครงสร้างภายใน

จากพิษบาดแผลการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในยุคพรรคก้าวไกล อันส่งผลเป็นลูกโซ่มายัง 10 สส.ปัจจุบันของพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นขุนพลคนสำคัญ

ประกอบด้วย  1.นายณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน 2.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค 3.รังสิมันต์ โรม 4.วาโย อัศวรุ่งเรือง 5.ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 6.ณัฐวุฒิ บัวประทุม 7.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 8.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และ สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 2 คน ธีรัจชัยพันธุมาศ และเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

และ 24 เมษายนนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดประชุมองค์คณะของศาลฎีกาเพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเอาผิด 44 สส.หรือไม่

Advertisement

ตามขั้นตอนเมื่อศาลฎีกาประทับรับฟ้อง จะต้องมีคำสั่งให้ สส.10 คนของพรรคประชาชน  “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ทันที ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 81 แต่มีห้อยท้ายไว้ว่า “เว้นแต่จะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น”

ปชน.ยังมีหวัง

ดังนั้นพรรคประชาชนจึงแอบมีลุ้นว่าอาจจะยังไม่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ “ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน 1 ใน 10 สส.ที่รอฟังคำสั่งศาลฎีกา บอกว่า “จริง ๆ ยังมีโอกาสเป็นไปได้หลายทาง ศาลอาจจะยังไม่ได้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ เช่น ศาลอาจให้ ป.ป.ช.ไปแก้ไขสำนวน ไม่ได้ฟันธงว่าศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่”

Advertisememt

หนึ่งในแผนการต่อสู้ของพรรคประชาชน คือ จะขอให้ ป.ป.ช.ย้อนกลับกระบวนการพิจารณา เนื่องจากกระบวนการพิจารณาของ ป.ป.ช.ไม่ชอบตั้งแต่ต้น และผิดระเบียบของ ป.ป.ช.เอง พร้อมกับชี้ให้ศาลเห็นว่าการจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ผู้คัดค้านทั้ง 10 คนที่เป็น สส.ปัจจุบันของพรรคประชาชน ไม่ได้มีการกระทำแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แล้ว อีกทั้งพรรคประชาชนก็ไม่มีนโยบายดังกล่าวในการหาเสียง ดังนั้นไม่มีประโยชน์หากจะสั่งให้ สส. 10 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่

เปลี่ยนหัวหน้า-รุกนอกสภา 

อย่างไรก็ตามพรรคประชาชนก็เตรียมแผนรับมือกรณีเลวร้ายที่สุด หากศาลฎีกาสั่งให้มีการหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในการประชุมสามัญใหญ่ประจำปีของพรรคประชาชน 26 เมษายน นี้ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญในพรรค

โดยดัน “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองหัวหน้าพรรค จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาชนคนใหม่ แทน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ที่จะถอยลงไปนั่งตำแหน่งเลขาธิการพรรค แทน “ศรายุทธ์ ใจหลัก” เลขาธิการพรรค ที่ประกาศลาออก หลังพ่ายแพ้การเลือกตั้ง

“วาโย อัศวรุ่งเรือง” ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมาย และอีกหมวกหนึ่งคือ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่เป็น 1 ใน 44 สส.ที่ถูกยื่นฟ้อง กล่าวถึงการปรับโครงสร้างพรรคหากถึงที่สุดจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ว่า

“ใน 10 คนว่ากันตามตรงคนที่สำคัญสุดคือณัฐพงษ์ เพราะมีอีกหัวโขนหนึ่งคือผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งระบบรัฐสภาจะขาดผู้นำฝ่ายค้านไปไม่ได้ ถ้าออกมาเป็นผลร้ายต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะต้องมีการจัดประชุมใหญ่สามัญพรรคเพื่อปรับเปลี่ยนองค์กร

เป็นการผลักภาระมาฝั่งพรรคประชาชน แต่ส่วนตัวเห็นว่ากระบวนการแบบนี้ไม่ถูก เพราะศาลต้องคาดหมายอยู่แล้วว่าการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ศาลสั่งใคร คือ สั่งผู้นำฝ่ายค้าน จะเป็นประโยชน์หรือโทษท่านก็ต้องไปพิจารณา”

ส่วนอีก 9 คนที่เหลือ เราเคยทำบรรทัดฐานไว้แล้วตอนยุบพรรคก้าวไกล จะไม่มีการพิพากษาตัวเองก่อนศาล และรู้อยู่แล้วว่าเป็นกระบวนการที่ผู้มีอำนาจอยากให้เราลาออก ในเมื่อเรารู้อยู่แล้วก็ไม่อยากที่จะทำตามฝ่ายผู้มีอำนาจ และเราไม่ได้ชนะการเลือกตั้ง เราเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้นจึงไม่สำคัญขนาดที่จะต้องลาออก และที่สำคัญคือการถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ทำให้ความเป็น สส.หมดไป เพียงแต่หยุดปฏิบัติหน้าที่ในห้องประชุมสุริยนต์ไม่ได้แค่นั้น

“พรรคก็จะประเมินว่า การให้ สส.10 คนนี้ทำหน้าที่อยู่ข้างนอกสภา โดยที่ยังมีหัวโขนความเป็น สส.อยู่หรือไม่ ก็จะเป็นเรื่องหลังจากนี้”

ด้าน “ปกรณ์วุฒิ” เสริมแนวคิดนี้ว่า แน่นอน สส.ทั้ง 10 คนจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง สส. ส่วนการรุกนอกสภาหรือไม่เราก็ทำงานกับพรรคเหมือนเดิม ทุกคนยังมีตำแหน่งแห่งที่ นอกจากไม่ได้ลาออกจาก สส.เรายังทำงานสนับสนุนพรรคเหมือนเดิม 

ทำงานในสภาให้เป็นที่ยอมรับ

ขณะที่อีกขาในสภา แม้พรรคประชาชนอาจขาด “ขุนพล” สำคัญในการอภิปราย-ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน หากศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” โฆษกพรรคประชาชน ที่ถูกวางตัวเป็น “ประธานวิปฝ่ายค้าน” กล่าวถึง “บทบาท” ของพรรคประชาชนในสภาว่า “ผลงานของพรรคประชาชน 3-4 ปีต่อจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์
ให้กับพรรคประชาชนว่า ควรจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนหรือเปล่า”

พริษฐ์มองเป้าหมายมี 2 อย่างที่ต้องทำคู่ขนาน ในมุมหนึ่งต้องทำให้ฝ่ายค้านในองค์รวมร่วมกันตรวจสอบรัฐบาลแม้มีความเห็นต่างกันบ้าง อีกส่วนหนึ่งในฐานะพรรคประชาชนต้องพยายามพิสูจน์ฝีมือการทำหน้าที่ฝ่ายค้านด้วย

อีกมุมหนึ่งคือ นอกจากมิติการตรวจสอบรัฐบาล เวลาที่มีวิกฤตเกิดขึ้น เช่น วิกฤตพลังงานที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน คือการผลักดันนิติบัญญัติ กฎหมาย

เราตั้งหลักได้เร็วในการยื่นชุดกฎหมายที่เห็นว่ามีความสำคัญเข้าสู่สภาไว้เป็นลำดับแรก ๆ เป็นการจองคิวแรก ๆ ที่จะพิจารณา และสามารถหารือร่วมกับรัฐบาลเพิ่มวันประชุมสภา จาก 2 วันเป็น 3 วัน แม้อยากได้มากกว่านี้ ได้เป็น 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็ทำให้เวลาที่พิจารณากฎหมายของ สส.มีมากขึ้น

พยายามเรียกร้องจากรัฐบาลคือ วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันครบ 60 วันตามรัฐธรรมนูญ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องยืนยันกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภา ถ้า ครม.ไม่มีมติยืนยันกฎหมายที่พิจารณาค้างไว้จะตกหมดมีความสำคัญต่อประเทศ

เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด กฎหมายเคลื่อนย้ายมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรม กฎหมายอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาต กฎหมายแข่งขันทางการค้า

หากศาลฎีกาฯ สั่ง สส.10 คนหยุดปฏิบัติ หน้าที่ทำให้พรรคประชาชนอาจขาด 10 ขุนพลฝีปากเอกอภิปรายในสภา แต่ก็เตรียมแผนรุกทั้งใน-นอกสภาไว้แล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง