ADB แนะไทย ขยายเพดานหนี้อย่างรอบคอบ เน้นลงทุนสร้างแรงกระเพื่อมสูง

ธนาคารพัฒนาเอเชียมองว่าการพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาลไทยต้องทำอย่างมีกลยุทธ์ โดยหากกู้เงินเพิ่มควรนำมาลงทุนในโครงการที่ก่อให้เกิดผลิตภาพ และในระยะยาวควรแก้ปัญหาทักษะแรงงานผ่านระบบการศึกษา

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2026 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) บรรยายสรุปรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย (Asian Development Outlook : ADO) ฉบับเดือนเมษายน 2026 แก่สื่อมวลชน โดย นายแอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการ ADB ประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อการที่รัฐบาลกำลังพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 75% ว่าขณะนี้ไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญคือ ต้องสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการลงทุน ดังนั้น เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเดินไปต่อได้ พื้นที่ว่างทางการคลัง‘ (Fiscal Space) จึงมีความสำคัญอย่างมาก

นายแอรอนเน้นย้ำประเด็นสำคัญว่า การลงทุนที่ก่อให้เกิดผลิตภาพ (Productivity) อาจสำคัญกว่าการเหลือพื้นที่ว่างทางการคลังจำนวนมาก โดยหากเม็ดเงินเหล่านั้นสามารถนำไปลงทุนในโครงการที่สามารถสร้างเม็ดเงินและแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้ ก็จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับเส้นทางการคลังที่ยั่งยืนในอนาคต แต่สุดท้ายแล้ว เรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ

ชิดชนก อันโนนจารย์ นักเศรษฐศาสตร์ของ ADB เสริมว่า การเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะเป็นการช่วยให้เกิดสภาพคล่อง แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ภาครัฐควรทำไปพร้อม ๆ กัน คือการแก้ปัญหารายได้ในระยะยาว โดยองค์ประกอบที่สำคัญคือทักษะ

ชิดชนกสรุปว่า สิ่งที่แรงงานไทยขาดและส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานคือ ทักษะไม่ตอบโจทย์ธุรกิจหรือผู้ประกอบการ ซึ่งเมื่อไม่สามารถดึงทักษะออกมาได้เต็มที่ ก็จะไม่สามารถได้รับค่าแรงที่เหมาะสมได้ ดังนั้นแล้วในระยะยาว ระบบการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่อาจต้องมีการปรับเปลี่ยน หรือพัฒนาให้สอดคล้องกับแนวโน้มของธุรกิจและการลงทุน เพื่อให้สามารถพัฒนาทักษะให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้

Advertisement

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและการใช้จ่ายของรัฐบาลไทย นายแอรอนระบุว่า ในภาพรวมระบบราชการไทยมีความแข็งแกร่งและทำผลงานได้ดีมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ด้านระดับภาษีโดยรวมของไทยนั้นถือว่าไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ขณะที่ในภาพรวม การขาดดุลทางการคลังก็อยู่ในขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป โดยสรุปแล้วตัวชี้วัดทางการคลังของประเทศไทยถือว่าค่อนข้างสมเหตุสมผล

ผมคิดว่า ประเด็นเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่ IMF หยิบยกมาใช้ประเมินไทยครั้งล่าสุด ซึ่งระบุว่ามีความเสี่ยงต่ำมากที่จะเกิดปัญหาภาวะวิกฤตหนี้ (Debt Distress)” นายแอรอนกล่าวพร้อมระบุว่า เมื่อมองไปข้างหน้าประเทศไทยยังมีส่วนที่พัฒนาได้ โดยมุ่งเน้นไปที่การลงทุนด้านทักษะ เทคโนโลยี และการศึกษา เพื่ออุดช่องว่างด้านทักษะแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่

Advertisememt

ในภาพรวม ADB คาดการณ์ว่า ในปี 2026 การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะชะลอตัวลง อยู่ที่ 1.8% ขณะที่ในปี 2027 จะฟื้นตัวขึ้นอยู่ที่ 2.0%

นายแอรอนระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมภายนอกประเทศที่ท้าทายอย่างมาก ทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังมีความปั่นป่วนในการค้าโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เริ่มส่งผลกระทบต่อไทยอย่างรวดเร็ว อาทิ การท่องเที่ยวที่หยุดชะงัก

ทั้งหมดนี้เป็นภาพที่ท้าทายมากสำหรับเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าในปี 2026 นี้การเติบโตจะชะลอตัวลงบ้าง อย่างไรก็ดี ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สถานการณ์ที่ท้าทาย โดยยืนอยู่ในจุดที่มีความได้เปรียบสูง นายแอรอนกล่าว พร้อมทั้งระบุว่าไทยมีตลาดทุนที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ มีการกระจายการลงทุนในเครือข่ายการค้า ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค และยังคงเป็นผู้นำของภูมิภาคในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และเทคโนโลยีดิจิทัล

นายแอรอนยังกล่าวว่า วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางตอกย้ำว่า ความจำเป็นในการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปัญหาคุณภาพอากาศหรือสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่เป็นเรื่องจำเป็นทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศที่เปราะบางต่อการหยุดชะงักของการค้าน้ำมันโลก เช่นไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง