สถานีคิดเลขที่ 12 | เปลี่ยนผ่านหลายมิติ โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

เป็นยุคที่ใช้คำว่า “ท้าทาย” กันเปลืองมาก

นักวิชาการหลายคนออกมากล่าวตรงกันว่า สถานการณ์ของประเทศ อยู่ในห้วงเวลาแห่งความผันผวน ไม่แน่นอน มากที่สุดเท่าที่ผ่านมา

โควิดที่ทำให้เกิดนิวนอร์มอล หรือมาตรฐานใหม่ในเรื่องต่างๆ ก็ยังไม่แรงเท่าสถานการณ์รอบนี้ พอ 2 ขั้วการเมืองระดับโลก ลงมือรบกันก็กลายเป็นวิกฤตการณ์ไปได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อถามกันว่า แล้วประเทศไทยจะไปทางไหน ทั้ง เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ส่วนหนึ่งของคำตอบจะมีคำว่า “ท้าทาย” ซึ่งหมายถึงความไม่แน่นอน หรือเป็นปัญหาที่จะต้องเข้าสู่การปฏิบัติ เพื่อรอดูผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์อย่างในขณะนี้ ความแน่นอนอย่างหนึ่งที่จะต้องเกิดขึ้น คือ การปรับตัว ที่จะต้องลงมือทำอย่างฉับพลัน

Advertisement

ในเรื่องอะไรบ้าง ที่ต้องปรับตัว รื้อ ยกเครื่อง ปฏิรูป เชื่อว่าเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้ว เชื่อว่าแต่ละกระทรวงหากมองเข้าไปในงานของตัวเอง จะเห็นภาพว่าอะไรที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้าทิศทางใหม่ของโลก

เบอร์ต้นๆ ที่ต้องทำ คือ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นหัวข้อที่มีการย้ำบ่อยมาก จากทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล และบรรดาผู้รู้ในเรื่องพลังงาน

จากเรื่องที่เหมือนจะยาก แต่รอบนี้ น้ำมันขึ้นราคา ก๊าซขึ้นราคา และพลังงานทั้งหลายเหล่านี้ นำเข้าจากต่างประเทศทั้งนั้น เรียกว่า คนไทยทุกระดับชั้นจะไปไหนมาไหน ปัจจัยเรื่องพลังงานเป็นตัวกำหนด

ตัวอย่างง่ายๆ และใกล้ตัว สงกรานต์ที่ผ่านมา การเดินทางน้อยลง ทำให้จุดสาดน้ำในกรุงเทพฯและปริมณฑล ชุ่มฉ่ำแน่นขนัดไปหมด

ก็มาจากปัญหาราคาน้ำมันนั่นเอง

แนวทางแก้ไข ในแวดวงพลังงานถกกันมาหลายปีแล้ว ว่าจะต้องหันไปหาการทดแทนจากธรรมชาติ ทั้งที่นำมาผสมกับเบนซินและดีเซล

รวมไปถึงพลังงานธรรมชาติ อย่างสายลม แสงแดด ที่บ้านเรามีเหลือเฟือ

จากนี้ไป ไฟฟ้าในครัวเรือนจะพึ่งพาแสงอาทิตย์ จากระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคาบ้าน เพื่อใช้ภายในบ้านหรืออาคาร ช่วยลดค่าไฟที่กำลังจะขึ้นราคาเร็วๆ นี้

ไปจนถึงการใช้รถไฟฟ้าระบบต่างๆ แทนรถยนต์สันดาป ที่ต้องเติมน้ำมันในราคาที่ไต่บันไดขึ้นสูงไปเรื่อยๆ

พลังงานสะอาดที่จริงยังมีการศึกษาค้นคว้ากันอีกหลายตัว อย่างไฮโดรเจนที่ญี่ปุ่นพยายามลงทุนอยู่ แต่มีราคาสูงมาก

ที่จะพูดกันมากขึ้นเรื่อยๆ คือ ไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาดที่เสถียร ต่อเนื่องและรองรับการใช้งานได้มาก

ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นศัตรูเบอร์ต้นของสิ่งแวดล้อม

ที่สำคัญคือต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำกว่าน้ำมันซึ่งมาจากฟอสซิลเมื่อเทียบต่อหน่วยพลังงาน

แต่ในความรู้สึกของคนไทย อาจจะยังมีข้อสงสัย จากประสบการณ์ที่ได้ยินได้ฟังกันมา ซึ่งสถานการณ์อย่างนี้ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำความเข้าใจ

ขณะนี้ในต่างประเทศ มีการใช้พลังงานนิวเคลียร์กันมาก อย่างฝรั่งเศส ส่วนในเอเชีย ใกล้อย่างจีน เวียดนามก็กำลังดำเนินการ

ส่วนประเทศไทยออกจะกล้าๆ กลัวๆ ทั้งที่มีความพร้อมอยู่ไม่น้อย มีนักวิชาการเก่งๆ เรื่องนี้อยู่พอสมควร ศึกษากันมานาน และบรรจุไว้ในแผนพลังงานของประเทศแล้ว

การเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นเรื่องใหญ่ และมาถึงในขณะที่ประชาชนกระเป๋าแห้งอยู่ จะให้ไปซื้อรถอีวีใช้ จึงมีคำถามดุเดือดตามมา

เป็นการบ้านราคาแพงมากของรัฐบาล ที่จะต้องไปหาทางประคับประคองประชาชนให้ “ไปต่อ” กับพลังงานอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะไม่สูญเปล่า จะมีผลดีในระยะยาว เหมือนกับวิกฤตโควิดที่ยกทักษะของคนไทยในเรื่องระบบดิจิทัลขึ้่นมา

ข่าวการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 5 แสนล้าน ส่วนหนึ่งก็จะนำมาใช้ทำโครงการนี้

นั่นคือเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ที่จะต้องแก้กันในระดับโครงสร้าง ที่เรียกว่า “เปลี่ยนผ่าน”

อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ คือ “การเมือง”

ประชาชนไฟเขียวดวงเบ้อเริ่ม ผ่านประชามติเมื่อ 8 ก.พ.2569 แล้วว่าต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาแทนฉบับ 2560

สภาจะต้องรับภาระทำเจตนารมณ์ของประชาชนให้เป็นจริง เพื่อให้ประเทศมีกฎหมายแม่บทที่ทันสมัย ทันยุค และเกิด “การเปลี่ยนผ่าน” ในทางการเมือง

ซึ่งไม่ง่าย เพราะการเมืองไทยยังมีผู้ยึดมั่นในการเมืองแนวเดิมๆ คงพยายามออกแรงยื้อ เป็นความเห็นต่างที่ต้องปรับแก้กันไป

เป็นอีกโจทย์ที่ “ท้าทาย” หนักมาก