
เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตนักการทูต ได้โพสต์ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง MOU 44 : ดาบกฎหมายและกลไกแบ่งปันผลประโยชน์ที่ไทยต้องรักษา แสดงความคิดเห็นกรณีที่มติ สมช.ยกเลิก MOU 2544 ว่า
ในฐานะที่ผมเคยปฏิบัติหน้าที่ในกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ผมเห็นว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญมากต่อผลประโยชน์ของชาติ การจะบอกว่า “เรามีกฎหมายทะเลโลกหรือ UNCLOS อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมี MOU 44” นั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและอาจทำให้เราเสียโอกาสครั้งใหญ่ ทำไมเราถึงจำเป็นต้องมีทั้ง UNCLOS และ MOU 44? ผมขอสรุปให้เห็นภาพชัดเจน ดังนี้
1. Island Regime: กฎหมายสากลที่ยืนยันว่าเส้นของกัมพูชาไม่มีพื้นฐานรองรับ
อาวุธชิ้นแรกที่เราต้องใช้คือบทบัญญัติในอนุสัญญา UNCLOS 1982 มาตรา 121 เรื่องระบอบเกาะ (Regime of Islands) กฎหมายข้อนี้ระบุชัดเจนว่า เกาะที่มีมนุษย์อยู่อาศัยและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตนเอง ย่อมมีสิทธิมีทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีปเป็นของตนเองอย่างสมบูรณ์ เกาะกูดของไทยเป็นเกาะที่สมบูรณ์ทั้งทางกายภาพและเศรษฐกิจ ดังนั้นตามกฎหมายสากล เกาะกูดต้องได้สิทธิทางทะเลอย่างเต็มที่ (Full Effect) การที่กัมพูชาลากเส้นเขตไหล่ทวีปเมื่อปี 2515 ตัดผ่านเกาะกูดพุ่งตรงไปยังจุด S จึงเป็นการกระทำที่ “ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ” เพราะเป็นการปฏิเสธสิทธิของเกาะตามมาตรา 121 อย่างสิ้นเชิง ซึ่งเราต้องใช้กรอบของ MOU 44 บีบให้กัมพูชาปฏิบัติตามกฎหมายนี้ก่อนจะเจรจาขั้นต่อไป
2. UNCLOS คือการคุยเรื่อง “เส้นเขตทางทะเล” แต่ MOU 44 คือการคุยเรื่อง “เส้นเขตทางทะเลและทรัพยากร” อนุสัญญา UNCLOS 1982 คือกติกาสากลที่บอกว่าการลากเส้นเขตทางทะเลที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร แต่เราต้องยอมรับความจริงว่าการเจรจาเรื่อง “เส้น” ให้จบนั้นอาจใช้เวลานานนับสิบปี หรืออาจไม่จบเลยในยุคเรา
นี่คือเหตุผลที่ต้องมี MOU 44 เพราะ MOU ฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ “การเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเล” ไปพร้อมกันด้วย ในรูปแบบพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) หากเราทิ้ง MOU 44 ไปพึ่งแต่ UNCLOS เราจะเหลือเพียงความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตทางทะเลที่หาข้อยุติได้ยาก โดยไม่มีกลไกในการนำพลังงานมหาศาลใต้ทะเลมาแบ่งปันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเลย
3. “ข้อตกลง Provisional Arrangement” เพื่อรักษาอธิปไตย
หลายท่านกังวลว่า MOU 44 คือการยอมรับเส้นของกัมพูชา ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า ในข้อ 5 ของ MOU 44 ระบุชัดเจนว่านี่คือ “ข้อสัญญาที่ไม่เสื่อมเสียสิทธิ” (Without Prejudice Clause) มันคือการทำข้อตกลงเพื่อให้ทุกอย่างหยุดนิ่งไว้ก่อน เพื่อให้เรามีสิทธิใช้อาวุธทางกฎหมายตรวจสอบเส้นอ้างสิทธิที่ผิดหลักการของกัมพูชาได้ โดยที่เราไม่ได้ยอมรับเส้น 2515 ของเขา
4. บทเรียนความเสี่ยงจากการขุดทรัพยากรฝ่ายเดียว
หากรัฐบาลเลือกยกเลิก MOU 44 แล้วเดินหน้าขุดพลังงานฝ่ายเดียว เราจะเผชิญความเสี่ยงทันที ตามบรรทัดฐานคดีสากลอย่าง “Guyana v. Suriname” ที่ศาลสั่งระงับกิจกรรมทั้งหมดทันทีที่มีการร้องขอ ผลคือทรัพยากรจะถูกแช่แข็ง นักลงทุนต่างชาติจะหนีหายเพราะขาดความมั่นใจในกฎหมาย และประเทศไทยอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายมหาศาลจากบริษัทผู้รับสัมปทาน
5. เมื่อตัวแปรเปลี่ยน สถานการณ์จึงเป็นคุณต่อไทย
สถานการณ์ในปี 2569 นี้เปลี่ยนไปแล้ว กัมพูชาเข้าเป็นภาคี UNCLOS อย่างสมบูรณ์ ทำให้เขาต้องปฏิบัติตามพันธกรณีตามมาตรา 7 และ 121 การรักษา MOU 44 ไว้จึงเป็นการบีบให้เขาต้องปรับเส้นเขตทางทะเลให้ถูกต้องตามหลักสากลเสียก่อน ถึงจะมีการพูดคุยเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ได้
นี่คือ “กลยุทธ์ที่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน” ในการยืนยันอธิปไตยของไทยเหนือเกาะกูด ให้กัมพูชาปรับเส้นเขตทางทะเลให้เป็นไปตามกฎหมาย และในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดประตูสู่การบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานร่วมกันอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับคนไทย




