
‘กรณ์’ ถาม ‘เอกนิติ’ กลางสภาฯ ข้องใจจำเป็นต้องออก “พ.ร.ก.กู้เงิน” หรือไม่ รมว.คลัง ย้ำต้องดูแล ปชช.ทุกกลุ่ม หากจำเป็นก็ต้องใช้มาตรา 172
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เรื่องเศรษฐกิจนั้น
โดยช่วงหนึ่ง นายกรณ์ สอบถามเกี่ยวกับการเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ที่ยังไม่ได้มีการปรึกษากับกระทรวงการคลัง ว่า เป็นห่วงในอนาคตรองนายกฯ จะสามารถรักษาวินัยการคลัง ตามความตั้งใจได้หรือไม่ จริงๆทราบกันดีว่าฐานะการคลังของประเทศ ณ ปัจจุบันค่อนข้างดี หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็จริง แต่คิดตามสัดส่วนเมื่อเทียบกับต่างประเทศอยู่ในระดับที่ถือว่าดี
สาเหตุสำคัญที่เป็นเช่นนั้นเพราะเรามี พ.ร.บ.หนี้สาธารณะที่จำกัดการขาดดุลของทุกรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถมีอะไรได้มากกว่ารายจ่ายได้ในปีงบประมาณแต่ละปี แต่มีเพดานจำกัดอยู่ที่ 20% ของงบประมาณโดยรวม
จึงอยากถามว่า สถานการณ์ปัจจุบันเข้าเกณฑ์เข้าเกณฑ์มาตรา 172 ในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่และสถานการณ์แบบไหนที่ท่านมองว่ารัฐบาลนี้อาจที่จะออก พ.ร. ก.กู้เงิน จากการขาดดุลในงบประมาณได้

จากนั้น นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันมาตรา 172 คือสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น สิ่งหนึ่งที่ตนพยายามทำอยู่ในปัจจุบัน คือพยามดูงบประมาณในส่วนอื่นว่ามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเตรียมที่จะเอามาช่วยเยียวยาประชาชน หากถามว่าสถานการณ์วิกฤตหรือไม่วันนี้มีการดูความหมายของวิกฤตได้หลายอย่าง
วิกฤตครั้งนี้จะแตกต่างจากวิกฤตในอดีต วันที่ตนได้ไปประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศทุกคนยอมรับว่านี่คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนเจอ เหมือนกันผ่านวิกฤตตะวันออกกลาง ฉะนั้นตนก็เตรียมความพร้อมว่าถ้ารุนแรงมากขึ้นก็ต้องเตรียมทรัพยากรทางการเงินมาดูแลประชาชนอย่างไร โดยมอบให้กรมบัญชีกลางไปดูเม็ดเงินที่ไม่ยังไม่เบิกจ่ายมีเงินเหลือเท่าไหร่ เพื่อเอามาดูแลประชาชนที่เดือดร้อน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงทุกวันนี้ทุกคนในต่างประเทศพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขออย่าให้หว่านแห่ เพราะทรัพยากรทั้งโลกเราพึ่งฟื้นตัวจากโควิดปัญหาของฐานะการคลังของทั้งโลกไม่เหมือนในอดีต ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องใช้คือต้องใช้ให้ตรงจุด
โดยเราพยามดูแลกลุ่มเปราะบางไม่ให้ผลกระทบส่งผ่านไปถึงคนอื่นๆอย่างรวดเร็ว ผ่านราคาสินค้า แต่ไม่ใช่เหวี่ยงแหไม่ช่วยให้เศรษฐีที่อาจจะใช้รถน้ำมันดีเซล เหมือนกันได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกับกลุ่มคนที่เดือดร้อน ฉะนั้นเราต้องมองคนที่เดือดร้อนจริงๆนี่คือนโยบายที่ทั้งโลกเห็นว่าเป็นนโยบายที่ควรมาช่วยคนที่เดือดร้อนมากที่สุด
“วันนี้มาตรา 172 ควรใช้หรือยังผมก็ต้องเตรียมกระสุนไว้ ถ้างบประมาณที่เราสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอ เราก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นเพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยา และสิ่งที่ตนพยายามทำไว้คือคือนอกจากเราจะมาใช้ ไม่ใช่กลุ่มเยียวยา แต่เอามาใช้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศช่วยให้ประเทศไทยถ้าพ้นวิกฤติครั้งนี้ประเทศไทยสามารถกลับมาเข้มแข็งขึ้น ช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการพึ่งผ่านน้ำมันก๊าซธรรมชาติการนำเข้าเยอะก็มาใช้พลังงานทดแทน ซึ่งเป็นการเตรียมการล่วงหน้า
และการยกระดับให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถแข่งขันที่ดีขึ้นถ้าเราพ้นวิฤตวันนี้ งบประมาณของเราเรียกว่าใช้เต็มเพดาน ที่บอกว่าเราจะขาดทุนได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี ร้อยละ 80 ของการชำระต้นเงินกู้ ฉะนั้นวันนี้เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่า และถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172″ นายเอกนิติ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง





