
มหากาพย์การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของอินเดียในปลายทศวรรษ 1990 มีเรื่องราวเริ่มขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปี 1998 พรรคภารตียชนตา (Bharatiya Janata Party : BJP) ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยมฮินดูเพิ่งชนะการเลือกตั้งตัดสินใจ ‘ฝืน’ โลกาภิวัตน์และรื้อฟื้นการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่ ต้องเผชิญกับผลเสียทางเศรษฐกิจ
การประกาศอย่างมั่นใจและหนักแน่นในสิทธิของอินเดียที่จะทดสอบนิวเคลียร์เป็นนโยบายหลักในการหาเสียงรับเลือกตั้งของพรรค ซึ่งโทมัส แอล. ฟรีดแมน (Thomas L. Friedman) นักข่าว นักเขียนและคอลัมนิสต์ทรงอิทธิพลของเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ได้เยือนอินเดียช่วงสั้นๆหลังการทดสอบ โดยได้ลงพื้นที่พูดคุยกับทั้งคนรวย คนยากจน ภาครัฐและมิใช่ภาครัฐ
พบว่า ไม่มีใครแสดงความเห็นในทำนองว่า “การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ทำให้อินเดียเผชิญกับการลงโทษทางเศรษฐกิจหรือแซงก์ชั่น โดยที่ไม่ได้มีความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด” แต่กลับเห็นด้วยในการดำเนินนโยบายด้านนิวเคลียร์ที่แข็งแกร่งของรัฐบาล
แม้แต่นักการเมืองอินเดียที่อาจประณามการทดสอบนี้ว่าเป็นอาการคลั่งชาติรุนแรงของรัฐบาลชาตินิยม ก็ยังบอกว่าเป็นหนทางเดียวของอินเดียที่จะได้ความเคารพจากสหรัฐและจีน และแม้กระทั่งอวานี อักนิเวช นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนระบุว่า “เราคืออินเดีย ประเทศขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลก คุณไม่สามารถมองข้ามความสำคัญของเราได้ อินเดียไม่ได้รู้สึกถูกคุกคามจากปากีสถาน แต่ในแง่เกมระหว่างประเทศทั้งมวล อินเดียกำลังถูกลดทอนความสำคัญในเวทีโลกจากแกนจีน-สหรัฐ”
“การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องของการเคารพตัวเองที่สำคัญมากกว่าถนน ไฟฟ้า และน้ำ” นายปราโมทย์ ภัตรา แพทย์ในหมู่บ้านในเมืองดาสนา รัฐอุตตรประเทศ
การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ปี 1998 ตอกย้ำสถานะการเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเต็มตัวของอินเดียหลังจากทดสอบอย่างไม่เป็นทางการในปี 1974 ซึ่งรัฐบาลอินเดียระบุเป็นระเบิดเพื่อสันติ ไม่ใช่เพื่อการทหาร
ฟรีดแมนระบุว่า ภายใต้ระบบโลกาภิวัตน์ มักมีราคาที่ซ่อนอยู่เสมอ ซึ่งผลเสียจากการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ที่อินเดียต้องเผชิญรวมถึงกรณีที่บริษัทมูดี้ส์ (Moody’s Investors Service) สถาบันจัดอันดับเครดิตเรตติ้งส์ระดับโลกของสหรัฐ ซึ่งจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ด้วยการให้เกรด A,B และ C เพื่อให้นักลงทุนทั่วโลกรู้ว่าใครที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกต้องหรือแข็งแกร่ง และใครที่ไม่ใช่ และหากเศรษฐกิจนั้นๆได้เรตติ้งต่ำ หมายความว่า จะต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงกว่าเมื่อกู้ยืมเงินจากแหล่งภายนอกหรือต่างประเทศ
ขณะนั้น มูดี้ส์ส่งทีมไปอินเดียเพื่อประเมินเครดิตเรตติ้งอินเดียใหม่ โดยไปแบบเงียบๆและไม่ให้ใครล่วงรู้ในขณะนักวิทยาศาสตร์อินเดียเตรียมระเบิดนิวเคลียร์
มูดี้ส์ระบุว่า เพื่อตอบโต้ต่องบประมาณที่ไร้ทิศทางและมีขนาดใหญ่เกินจำเป็น และผลพวงของการทดสอบนิวเคลียร์ของอินเดีย และสหรัฐแซงก์ชั่นอินเดียจากกรณีการระเบิดนิวเคลียร์ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้มูดี้ส์ปรับลดเศรษฐกิจอินเดีย จาก “Investment Grade” หรือ “เกรดการลงทุน” ซึ่งหมายถึงปลอดภัยสูงสำหรับนักลงทุนระดับโลกจนเหลือเพียง “Speculative Grade” หรือ “กลุ่มการลงทุนเพื่อเก็งกำไร” ซึ่งหมายถึงเสี่ยงสูงสำหรับนักลงทุน
ด้าน The Standard & Poor ซึ่งปัจจุบันคือ S&P Global จากสหรัฐเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตเศรษฐกิจอินเดีย จาก “มีเสถียรภาพ” ไปเป็น “เชิงลบ”
ทั้งหมดนี้ หมายความว่า บริษัทสัญชาติอินเดียใดๆก็ตาม ที่พยายามกู้ยืมเงินจากตลาดต่างประเทศจะต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงกว่า
และเนื่องจากอินเดียมีอัตราการออมต่ำ เงินทุนต่างชาติเหล่านี้จึงจำเป็นสำหรับประเทศที่ต้องการเงิน 500,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (16 ล้านล้านบาท) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้าเพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้
หลังจากการทดสอบนิวเคลียร์ผ่านไปหนึ่งปีครึ่ง หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีต เจอร์นัล ฉบับ 7 ตุลาคม 1999 พาดหัวข่าว “India’s BJP Is Shifting Priority to the Economy” ซึ่งระบุว่า พรรค BJP ขึ้นสู่อำนาจเมื่อ 2 ปีก่อน เรียกร้องอินเดียให้ยืนกรานในขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นการทำตามคำมั่นสัญญาที่หาเสียงไว้ในอีก 2 เดือนต่อมา ด้วยการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์หลายระลอก จุดชนวนให้โลกแซงก์ชั่น และการลงทุนหยุดชะงักงัน
แต่ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ นายอฏัล พิหารี วาชเปยี นายกรัฐมนตรีอินเดียในขณะนั้น ได้ส่งสัญญาณปรับวาระงานอันดับหนึ่งของรัฐบาลเสียใหม่ ซึ่งคือการปฏิรูปเศรษฐกิจ “ลำดับความสำคัญแรก คือ เพื่อที่จะสร้างฉันทามติร่วมกันในระดับชาติในเรื่องการยอมรับทั้งทุน กฎระเบียบตลาดโลกและอื่นใดก็ตามที่สอดคล้องกัน คุณต้องออกไปข้างนอกและแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุน” วาชเปยีกล่าวกับหนังสือพิมพ์ The Indian Express
อ้างอิง :
•Thomas L. Friedman. (2000). The Lexus and the Olive Tree (P. 37-39) , 1st Anchor Books ed.
• BBC
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




