ทลายแก๊งมาเฟียอันดามัน รวบ 8 ผู้ต้องหา แฉแผนแสบ หลอกซื้อรถก่อนลงมือปล้น

‘กองปราบ’ ทลายแก๊งมาเฟียอันดามัน “ลวง อุ้ม ปล้น” ปฏิบัติการ Undersea Storm รวบ 8 ผู้ต้องหา ยึดทรัพย์เพียบ

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รองผู้บังคับการปราบปราม, พ.ต.อ.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น ผู้กำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.5, กก.6 และ กก.สนับสนุน บก.ป.

ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น ภายใต้ชื่อ “Undersea Storm” ทลายแก๊งมาเฟียอันดามัน ก่อเหตุในลักษณะ “ลวง อุ้ม ปล้น”

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 8 ราย ได้แก่ น.ส.นาตยา อายุ 52 ปี, นายปฐมพงษ์ อายุ 59 ปี, นายเจษฎากร อายุ 58 ปี, น.ส.พนิดา อายุ 55 ปี, น.ส.อัจจิมา อายุ 33 ปี, นายสุนทร อายุ 56 ปี, น.ส.ซาฮ่าร่า อายุ 27 ปี และนางรัชนี อายุ 46 ปี

พร้อมตรวจยึดของกลาง ได้แก่ รถยนต์ 4 คัน โทรศัพท์มือถือ 9 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 17 เล่ม เสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ หมวกไหมพรม และเสื้อกั๊กสีดำ

สำหรับผู้ต้องหาลำดับที่ 1–6 ถูกแจ้งข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ ร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นอั้งยี่และซ่องโจร ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย รวมถึงร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ส่วนผู้ต้องหาลำดับที่ 2 และ 3 ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานโดยมิชอบ

พ.ต.ท.ธีระพงษ์ คงเขียว สารวัตร กก.5 บก.ป. เปิดเผยว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับ สภ.อ่าวลึก จ.กระบี่ หลังถูกกลุ่มคนร้ายทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ภายในปั๊มน้ำมัน ก่อนจะเข้าร้องขอความช่วยเหลือกับตำรวจกองปราบปรามเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพลและไม่ได้รับความเป็นธรรม

จากการสืบสวนพบว่า แรงจูงใจเกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวระหว่าง น.ส.พนิดา กับชายรายหนึ่ง ซึ่งเคยอยู่กินกันฉันสามีภรรยา โดยฝ่ายหญิงพยายามเรียกร้องเงินจำนวน 500,000 บาท เพื่อแลกกับการยุติความสัมพันธ์ แต่ไม่เป็นผล จึงวางแผนก่อเหตุด้วยวิธีหลอกขายรถยนต์เพื่อล่อเหยื่อมายังจุดนัดพบ

วันเกิดเหตุ ผู้เสียหายซึ่งเป็นตัวแทนผู้ซื้อรถยนต์มือสอง เดินทางไปยังจุดนัดหมาย แม้เป้าหมายตัวจริงจะไม่ได้มา แต่กลุ่มผู้ต้องหายังคงลงมือก่อเหตุ โดยมีการรับโอนเงิน 110,000 บาท และรับเงินสดอีก 140,000 บาท ก่อนส่งต่อให้ผู้ร่วมขบวนการและหลบหนี

ต่อมามีผู้ร่วมก่อเหตุบางส่วนแสดงตัวเป็นตำรวจ พยายามบังคับผู้เสียหายขึ้นรถ แต่ผู้เสียหายสามารถหลบหนีได้ อย่างไรก็ตาม คนร้ายยังได้ทรัพย์สินเป็นเงินสด 120,000 บาท และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องไป

นอกจากนี้ การสืบสวนยังพบบทบาทของผู้ต้องหาแต่ละราย ทั้งการจัดเตรียมบัญชีธนาคารสำหรับรับโอนเงิน การควบคุมสั่งการผ่านการสื่อสาร และการทำหน้าที่ขับรถพาหลบหนี รวมถึงพบประวัติของผู้ต้องหาบางรายเคยก่อเหตุในลักษณะใกล้เคียงกันมาก่อน

ต่อมา เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหา และเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 3 จุด ในพื้นที่ จ.กระบี่ จ.ตรัง จ.นครศรีธรรมราช และ จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย พร้อมของกลาง ก่อนขยายผลจับกุมเพิ่มเติมอีก 2 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับบัญชีรับโอนเงิน โดยพบว่าทั้งสองมีหมายจับติดตัวอยู่แล้ว

เบื้องต้น ผู้ต้องหาบางรายให้การปฏิเสธ ขณะที่บางรายรับสารภาพบางส่วน ซึ่งสอดคล้องกับพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผล ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และติดตามผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีก 1 ราย เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป