
เจ้าหน้าที่สหรัฐและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านกล่าวว่า คำขู่ในโซเชียลมีเดียของทรัมป์ เป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าเจรจา โดยทำให้เตหะรานอับอายและไม่อยากบรรลุข้อตกลง
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานอ้างอิงเจ้าหน้าที่สหรัฐซึ่งระบุว่า คำขู่และการโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียโดยไม่ไตร่ตรองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เป็นการขัดขวางโอกาสที่อิหร่านจะตกลงเจรจาสันติภาพแบบต่อหน้ากับสหรัฐ
ตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐสองคนระบุว่า การโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียของทรัมป์ รวมถึงการตัดสินใจปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านต่อไปนั้น ส่งผลเสียต่อการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน ที่กำลังดำเนินอยู่ผ่านตัวกลางอย่างปากีสถาน
เจ้าหน้าที่อิหร่านและนักการทูตอาหรับยังระบุอ้างอิงคำกล่าวของผู้เจรจาของอิหร่านซึ่งระบุว่า ข้อความของทรัมป์ที่กล่าวว่า ‘จะระเบิดส่วนที่เหลือของอิหร่านและส่งกลับสู่ยุคหิน’ มีจุดประสงค์เพื่อทำให้ผู้นำของเตหะรานอับอายและทำให้ไม่อยากบรรลุข้อตกลง
“การสื่อสารของประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ (การเจรจาสันติภาพ) เกิดความติดขัด” เจ้าหน้าที่กล่าว ขณะที่นักการทูตยุโรปที่ติดต่อกับผู้เจรจาของอิหร่านกล่าวว่า ในช่วงสองวันที่ผ่านมามีความคืบหน้าน้อยมาก
หนึ่งในโฆษกทำเนียบขาวซึ่งไม่ประสงค์ออกนามกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้พยายามปกป้องความรู้สึกของผู้นำอิหร่าน แต่มุ่งมั่นจะเจรจาข้อตกลงที่สามารถรับประกันความมั่นคงของสหรัฐในระยะยาวได้
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 เมษายน ก่อนที่สหรัฐและอิหร่านจะเริ่มข้อตกลงหยุดยิง ทรัมป์กล่าวว่า ‘อารยธรรมทั้งหมดจะล่มสลายในคืนนี้ และจะไม่มีวันกลับมาอีก’ ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่า ถ้อยคำที่แข็งกร้าวนี้ช่วยให้อิหร่านตกลงหยุดยิง
ข้อความบางส่วนของทรัมป์ยังบีบให้เจ้าหน้าที่อิหร่านต้องออกมาตอบโต้ โดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าผู้เจรจาและประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้ประณามข้อความเหล่านั้นว่าเป็นสงครามสื่อและการบิดเบือนความคิดเห็นสาธารณะ
ด้านประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน ของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันที่ 22 เมษายนว่า อิหร่านยินดีที่จะเจรจากับสหรัฐ แต่การปิดล้อมทางทะเลและการข่มขู่ เป็นอุปสรรคสำคัญอย่างแท้จริงต่อการเจรจา
อเล็กซ์ วาตันกา นักวิจัยอาวุโสผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่าน จากสถาบันการวิจัยสื่อตะวันออกกลาง (Middle East Institute : MEI) กล่าวว่า รูปแบบการสื่อสารของทรัมป์ บ่อนทำลายจุดยืนของเขาเองที่ต้องการให้การทูตประสบความสำเร็จ
เจ้าหน้าที่สหรัฐยังกล่าวอีกว่า ที่ปรึกษาของทรัมป์บางคนต้องการที่จะสูบผลประโยชน์ จากการปิดล้อมครั้งนี้ให้ยาวนานขึ้น โดยอ้างว่าอิหร่านเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่จะต้องสั่งระงับการผลิตน้ำมัน เนื่องจากไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้และไม่มีพื้นที่เก็บ
สถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก และบีบให้อิหร่านต้องยอมอ่อนข้อให้มากขึ้น และการโพสต์โซเชียลมีเดียของทรัมป์ อาจมีจุดประสงค์เพื่อถ่วงเวลาออกไปเรื่อย ๆ
“คุณรู้ไหมว่าใครกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านเวลา ? พวกเขา (อิหร่าน) นั่นแหละ เพราะถ้าพวกเขาไม่สามารถส่งน้ำมันได้ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันทั้งหมดของพวกเขาจะพังทลาย” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ เมื่อวันที่ 23 เมษายน
ในขณะที่ทรัมป์ระบุว่า ตนไม่รีบร้อน และการปิดล้อมทางทะเลได้สกัดกั้นการส่งออกน้ำมัน ทำให้เศรษฐกิจอิหร่านถูกบีบคั้น แต่ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็เริ่มเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจากภายในสหรัฐ ให้ลดราคาน้ำมันลง เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจากการที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ชาวอเมริกันเริ่มต่อต้านความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และนำไปสู่ความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




